ความสำเร็จของสิงคโปร์ในการเป็นเมืองแห่งสุขภาวะเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อ แดน บิวต์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความอายุยืนระดับโลก ประกาศรับรองให้สิงคโปร์เป็น Blue Zone แห่งที่ 6 ของโลกอย่างเป็นทางการ โดยให้คำนิยามว่าเป็น Blue Zone 2.0 เนื่องจากเป็นพื้นที่แห่งแรกที่ความอายุยืนไม่ได้เกิดจากวิถีพื้นเมืองดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "การออกแบบนโยบายรัฐ" (Longevity by Design) ที่จงใจสร้างสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนมีสุขภาพดี ข้อมูลจากรายงานของ Blue Zones LLC ระบุว่าสิงคโปร์สามารถเพิ่มความคาดหมายคงชีพ (Life Expectancy) จาก 65 ปีในช่วงปี 2503 ขึ้นมาเป็นกว่า 85 ปีได้สำเร็จในปีปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นสถิติที่น่าสนใจที่สุดในระดับสากล
ในส่วนของกลไกขับเคลื่อนหลักอย่างโครงการ Healthier SG ของกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ (MOH) รายงานความสำเร็จในปี 2569 ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสาธารณสุขครั้งใหญ่ โดยเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างประชาชนกับหมอครอบครัวและพยาบาลประจำตัว ข้อมูลดิบจากเอกสารนโยบายยืนยันว่าหัวใจของโครงการนี้คือการเปลี่ยนจากการตั้งรับรอรักษาคนป่วย มาเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีแผนสุขภาพส่วนบุคคล (Personalised Health Plan) ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยมีการใช้ระบบฐานข้อมูลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งเกาะ เพื่อให้พยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในชุมชนสามารถดูแลผู้สูงอายุได้ถึงที่พักอาศัย ช่วยลดอัตราการกลับเข้าโรงพยาบาลซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ รายงานจาก MOH ยังระบุถึงความสำเร็จของการใช้กฎหมายและสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือ เช่น นโยบาย Nutri-Grade ที่ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเดินและการใช้ชีวิตร่วมกันของคนต่างวัยในชุมชน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกใช้เป็นหลักฐานยืนยันความพร้อมของสิงคโปร์ในการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในปี 2569 นี้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน