บทความเฝ้าระวัง: ไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus: NiV) ภัยเงียบที่ต้องรู้เท่าทันเพื่อปกป้องกลุ่มเด็กเล็ก

จำนวนผู้เข้าชม : 310 ครั้ง

ในปัจจุบัน แม้ประเทศไทยจะยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ แต่จากการให้ข้อมูลของคณะผู้บริหารกรมการแพทย์และกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่าโรคนี้มีความรุนแรงสูงและจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด เนื่องจากหากเกิดการติดเชื้อในเด็กจะมีระดับความรุนแรงและผลกระทบที่สูงกว่าผู้ใหญ่

ลักษณะทางชีวภาพและประวัติศาสตร์การระบาดของเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอ (RNA virus) อยู่ในตระกูล Paramyxovirus โดยมี "ค้างคาวกินผลไม้" เป็นแหล่งรังโรคหลักและอาจพบในค้างคาวสายพันธุ์อื่นด้วย

บทเรียนจากการระบาดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2541-2542 ณ ประเทศมาเลเซีย ในกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร พบผู้ป่วยสมองอักเสบถึง 265 ราย และเสียชีวิต 105 ราย โดยพบว่าต้นเหตุสำคัญเกิดจาก การตั้งโรงเรือนเลี้ยงสุกรอยู่ใกล้สวนผลไม้ เช่น เงาะ และมะม่วง ทำให้ค้างคาวคาบผลไม้ที่มีเชื้อมาปนเปื้อนน้ำลายหรือมูลลงในรางอาหารและคอกสุกร ทำให้สุกรเป็นตัวกลางขยายเชื้อสู่คน ต่อมาพบการระบาดในสิงคโปร์ บังกลาเทศ และอินเดีย ซึ่งในระยะหลังพบอาการทางระบบทางเดินหายใจรุนแรงควบคู่กับอาการทางสมอง โดยมีอัตราป่วยตายสูงถึง 40% - 75% ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และศักยภาพทางการแพทย์ในพื้นที่

ความเปราะบางและสัญญาณเตือนในเด็ก เด็กเล็กเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากอาการเบื้องต้นไม่จำเพาะเจาะจงและสังเกตได้ยากกว่าผู้ใหญ่ เชื้อสามารถแพร่จากสัตว์สู่คนผ่านการสัมผัสโดยตรง สัมผัสสารคัดหลั่ง สิ่งขับถ่าย หรือผลไม้ปนเปื้อน รวมถึงการแพร่จากคนสู่คน

อาการที่ต้องสงสัย (สมองอักเสบเฉียบพลัน) เริ่มจากไข้ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน เจ็บคอ เวียนศีรษะ นำไปสู่การง่วงซึม ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ชัก และหมดสติ รวมถึงอาจพบปอดอักเสบผิดปกติและภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งตามกฎหมายหากพบผู้ป่วยสงสัยต้องรายงานต่อหน่วยงานสาธารณสุขทันที

การวินิจฉัย การรักษา และผลกระทบต่อสมองเด็ก แพทย์หญิงศิโรรัตน์ สุวรรณโชติ หัวหน้าหน่วยประสาทวิทยา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ให้ข้อมูลด้านเทคนิคและการรักษาว่า:

การวินิจฉัย: ใช้วิธีตรวจสารพันธุกรรมด้วยวิธี PCR จากเลือดหรือสารคัดหลั่ง ในห้องปฏิบัติการมาตรฐานความปลอดภัยสูง การรักษา: ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ จึงต้องรักษาตามอาการและประคับประคอง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการนำยา Ribavirin และ Remdesivir มาใช้ร่วมด้วย ผลกระทบระยะยาว: ผู้ป่วยประมาณ 20% อาจมีอาการสมองอักเสบกลับมาเป็นซ้ำได้แม้เวลาผ่านไปหลายปี โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ไวรัสจะส่งผลกระทบต่อระบบประสาทในช่วงพัฒนาการ ทำให้เสี่ยงต่อปัญหาพัฒนาการล่าช้า ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ และโรคลมชักในอนาคต

ผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดด้วยวิธีดังนี้



  1. หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีค้างคาวอาศัยอยู่ชุกชุม

  2. ห้ามรับประทานผลไม้ที่ตกอยู่ตามพื้น หรือมีรอยสัตว์กัดแทะโดยเด็ดขาด

  3. ล้างผลไม้ให้สะอาดและปอกเปลือกก่อนรับประทานเสมอ

  4. ฝึกเด็กให้ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ และยึดหลัก "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ"

  5. หากเด็กมีไข้สูง ซึมลง ไม่เล่น หลับมากกว่าปกติ อาเจียนบ่อย หรือมีอาการเกร็งกระตุก ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก



  • นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์

  • นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

  • แพทย์หญิงศิโรรัตน์ สุวรรณโชติ หัวหน้าหน่วยประสาทวิทยา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี


ข้อมูลเผยแพร่วันที่ 27 มกราคม 2568

Recent Posts