เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. .... ยืนยันหลักการสำคัญว่ากัญชาต้องใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพเท่านั้น ห้ามใช้เพื่อสันทนาการโดยเด็ดขาด ถือเป็นการปิดตำนานกัญชาเสรีริมทางและยุติภาวะสุญญากาศทางกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ผลักดันร่างกฎหมายนี้เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์กับการคุ้มครองสังคม มุ่งอุดช่องว่างทางกฎหมาย กำหนดการขอใบอนุญาต ห้ามจำหน่ายแก่กลุ่มเปราะบาง ห้ามโฆษณา และกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน ซึ่งช่วยปกป้องเด็กและเยาวชน พร้อมสร้างกรอบกฎหมายให้บุคลากรสุขภาพทำงานได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
ปัจจุบันกัญชาทางการแพทย์ถูกนำมาใช้รักษาเสริมในหลากหลายกลุ่มโรคอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีหลักฐานทางวิชาการชัดเจน เช่น ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด โรคลมชักรักษายากในเด็ก ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และภาวะปวดประสาท ตลอดจนกลุ่มที่นำมาใช้ควบคุมอาการในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองและผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพื่อบรรเทาอาการปวด ช่วยให้นอนหลับ และเพิ่มความอยากอาหาร รวมถึงการศึกษาวิจัยในโรคระบบประสาท เช่น พาร์กินสัน และอัลไซเมอร์
ในการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ พยาบาลวิชาชีพในฐานะผู้ดูแลในชุดขาว สามารถร่วมขับเคลื่อนระบบความปลอดภัยได้อย่างราบรื่น เริ่มจากการยกระดับการซักประวัติและคัดกรองผู้รับบริการอย่างใส่ใจ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น สตรีตั้งครรภ์ สตรีให้นมบุตร ผู้ป่วยจิตเวช และเยาวชน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ควบคู่กับการเป็นสื่อกลางสร้างความเข้าใจในชุมชนว่ากัญชาคือยารักษาโรคที่ต้องใช้ภายใต้คำสั่งแพทย์ นอกจากนี้ พยาบาลยังช่วยเฝ้าระวังอาการข้างเคียง ตรวจสอบปฏิกิริยาร่วมระหว่างยากับกัญชา และผนึกกำลังร่วมกับแพทย์ เภสัชกร และแพทย์แผนไทย ในการวางแผนดูแลและติดตามผลการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างปลอดภัย