เปิดใจพยาบาลจบใหม่ “น้องแพรทอง” นางสาวอนุตตรีย์ เขตจัตุรัส อดีตประธานรุ่น 4 ปีซ้อน เจ้าของรางวัลเกียรติยศน้ำใจงาม ประจำปี 2569 กับเรื่องราวความตั้งใจจริงจากเด็กธรรมดาที่อยากเรียนนักจิตวิทยา สู่การค้นพบคำตอบของชีวิตในวิชาชีพพยาบาลรามาธิบดี ที่ได้ดูแลเพื่อนมนุษย์อย่างครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจ มาร่วมสัมผัสพลังบวก มุมมองสมดุลชีวิตแบบคนรุ่นใหม่ และความภาคภูมิใจในคุณค่าของวิชาชีพพยาบาลที่พร้อมนึกถึงผู้อื่นก่อนตนเองเสมอ
จุดเปลี่ยนจากใจเด็กธรรมดาสู่พยาบาลรามาธิบดี นางสาวอนุตตรีย์ เขตจัตุรัส แพรทองยอมรับด้วยใจจริงว่าพยาบาลไม่ใช่ตัวเลือกแรกเพราะอยากเรียนนักจิตวิทยาเพื่อดูแลจิตใจคน แต่เมื่อได้ทบทวนตัวเองผ่านการทำพอร์ตโฟลิโอ จึงค้นพบว่าวิชาชีพพยาบาลตอบโจทย์มากกว่า เพราะสามารถดูแลเพื่อนมนุษย์ได้ครอบคลุมและควบคุมได้ดีกว่าทั้งร่างกายและจิตใจควบคู่กันไป ซึ่งในตอนนั้นเธอมีความตั้งใจอย่างใจจริงที่อยากจะอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เพราะเชื่อว่าถ้าสุขภาพกายและใจของคนดีขึ้น โลกใบนี้ก็จะมีความสุขและน่าอยู่มากยิ่งขึ้นในช่วงการเรียนชั้นปี 1 ถึงปี 4 ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทายและต้องปรับตัวอย่างมากกับการฝึกปฏิบัติงานจริงในห้องปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกทักษะหัตถการครั้งแรก หรือการเรียนรู้วิธีการวัดความดันโลหิตระบบแมนนวล ซึ่งนี่คือภาพสะท้อนความจริงของเด็กพยาบาลที่ต้องเผชิญกับตารางเรียนและฝึกงานที่แทบไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เช้าเข้าวอร์ดดูแลผู้ป่วย บ่ายรีบกลับมาเรียนทฤษฎี ตกเย็นต้องเตรียมเคสสำหรับวันรุ่งขึ้น และต้องรับมือกับแรงกดดันเรื่องความปลอดภัยของชีวิตผู้ป่วย โดยเฉพาะความแม่นยำในวิชาคำนวณยาที่ห้ามผิดพลาดแม้แต่จุดทศนิยมเดียว จนทำให้ในบางครั้งเกิดความกดดันและความกังวลใจในระหว่างการเรียนรู้
ประสบการณ์หน้างานจริงและการส่งต่อพลังใจ เมื่อต้องลงฝึกปฏิบัติงานจริงบนวอร์ดและดูแลผู้ป่วย แพรทองจะยึดมาตรฐานการทำงานให้ดีที่สุด และระลึกเสมอว่าผู้ป่วยต้องโชคดีที่ได้เจอกับเรา ซึ่งในความเป็นจริงของสังคมโรงพยาบาล น้องๆ นักศึกษาต้องเรียนรู้การปรับตัวและรับมือกับอารมณ์ความคาดหวังที่หลากหลายรอบตัว ทั้งจากอาจารย์นิเทศ พี่ๆ พยาบาล และความเจ็บป่วยของคนไข้กับญาติ ซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่ต้องแบกรับอย่างรวดเร็วในวัยเพียง 19-20 ปี
แต่สิ่งสำคัญที่ช่วยแปรเปลี่ยนความกังวลให้กลายเป็นความมั่นใจ คือคำแนะนำและแรงใจจากพี่พยาบาลหน้างานที่คอยให้คำชี้แนะอย่างอบอุ่นว่า ไม่เป็นไร เหมือนที่เรียนมา ค่อยๆ ทำไป ประกอบกับความภูมิใจเมื่อเห็นผู้ป่วยอาการดีขึ้นและได้รับคำขอบคุณจากใจจริง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสายสัมพันธ์และแรงผลักดันให้ก้าวผ่านความยากลำบากมาได้ ในบทบาทประธานรุ่นติดต่อกัน 4 ปีซ้อน แพรทองจึงมุ่งเน้นการบริหารงานร่วมกับทีมงานอย่างแน่นแฟ้น ควบคู่ไปกับการเอาใจใส่ความรู้สึกของเพื่อนร่วมรุ่น โดยมักจะส่งข้อความให้กำลังใจเล็กๆ น้อยๆ ในช่วงการสอบเพื่อร่วมแชร์พลังบวก และสร้างกำลังใจให้แก่กันในวันที่เหนื่อยล้าจากการเรียน
สมดุลชีวิตและคุณค่าวิชาชีพในสถานการณ์วิกฤต สำหรับพยาบาลยุคเจนซี แพรทองมองว่าเรื่องสมดุลชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) เป็นสิ่งสำคัญมาก เมื่อสวมบทบาทพยาบาลหน้าที่ต้องเป๊ะและเต็มที่ตามมาตรฐาน แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ต้องไม่ละทิ้งตัวตนและความสุขของตัวเอง เช่น การวาดรูประบายสี หรือการไปค่ายอาสา เพื่อหันกลับมาดูแลจิตใจตนเองให้มีความสุขไปพร้อมกับการใช้พลังภายในดูแลผู้อื่น
คุณค่าของวิชาชีพถูกพิสูจน์ผ่านเหตุการณ์วิกฤตจริง ทั้งเหตุไฟไหม้โรงพยาบาลรามาธิบดีและเหตุการณ์แผ่นดินไหว แพรทองภูมิใจที่ได้นำความรู้เรื่องสาธารณภัยไปใช้จริง และประทับใจภาพพี่ๆ พยาบาลที่ช่วยกันขนย้ายคนไข้ลงจากตึกสูงโดยไม่ห่วงชีวิตตัวเองแต่นึกถึงผู้ป่วยก่อนเสมอ ทำให้นิยามได้ทันทีว่า พยาบาลคือคนที่นึกถึงผู้อื่นก่อนตนเอง เป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีคุณค่าอย่างที่สุด
เกียรติยศแห่งความตั้งใจและคติประจำใจตลอด 4 ปี ของการเรียนและทำกิจกรรมด้วยความมุ่งมั่นโดยไม่เคยหวังผลตอบแทน ส่งผลให้แพรทองได้รับโอกาสครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต คือการเป็นตัวแทนทูลเกล้าถวายมาลัยแด่พระเทพฯ ในพิธีเปิดอาคาร ซึ่งเป็นความภูมิใจอย่างยิ่งในฐานะพยาบาลรามาธิบดี
นอกจากนี้ ความตั้งใจที่ผู้ใหญ่และสมาคมศิษย์เก่าพยาบาลมองเห็น ทำให้น้องแพรทองได้รับรางวัลเกียรติยศน้ำใจงาม ประจำปี 2569 รวมถึงรางวัลความประพฤติดีเยี่ยมจากการโหวตของเพื่อนๆ โดยมีคติประจำใจสั้นๆ ที่ยึดถือมาตลอดคือ คิดดี ทำดี พูดดีเสมอ เพื่อนำพาชีวิตและวิชาชีพไปในทางที่ดี