Welcome to Thai nursing time
จากสถานการณ์การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ณ วันนี้นับเวลาได้กว่า 1 ปีเต็มที่การถ่ายโอนได้มีการดำเนินการ ทั้งนี้ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดยคณะทำงาน Health System Intelligent Unit (HSIU) หน่วยประมวลสถานการณ์ระบบสุขภาพ : กรณีการถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. ให้แก่ อบจ. ได้มีการติดตามสถานการณ์การดำเนินการถ่ายโอนภารกิจของ รพ.สต. ให้แก่ อบจ. ทั้งนี้เพื่อการวางกลยุทธ์สร้างงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการตอบสนองต่อสถานการณ์ ตลอดจนการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้คณะทำงาน HSIU ได้จัดประชุมคณะทำงานฯ ครั้งที่ 3/2566 ขึ้น โดยมี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยคณะทำงาน HSIU อาทิ ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส., นายเลอพงศ์ ลิ้มรัตน์ ประธานคณะอนุกรรมการบริหารภารกิจถ่ายโอนด้านสาธารณสุขให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, นพ.โกเมนทร์ ทิวทอง รองผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ, นายศิริพันธ์ ศรีกงพลี รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, นายธนา ยันตรโกวิท อดีตรองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, นพ.สุรินทร์ สืบซึ้ง อดีตนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี, นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแก่งคอย ฯลฯ ร่วมประชุม ณ ห้องกินรี 2 โรงแรม อมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กทม.
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และประธานคณะทำงาน HSIU ได้ชี้ให้เห็นถึงแนวคิดและประเด็น ข้อจำกัดของงานวิจัยที่ผ่านมาไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทันต่อสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งการทำงานแบบ unit ที่มีการจัดการหรือขับเคลื่อนงานแบบ Daily operation เพื่อให้ทันต่อปัญหาและการเคลื่อนไหวของสถานการณ์รายวันนั้น เป็นเป้าหมายหนึ่งของ HSIU นี้ ซึ่งกรณีการถ่ายโอน รพ.สต. สู่ อบจ. อยู่ในช่วงการเปลี่ยนถ่ายหรือรอยต่อของพัฒนาการที่อาจเกิดข้อขัดแย้ง ความเห็นพ้องหรือเสียงที่แตกต่างหลากหลายกันไป แต่ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน รวมถึงทัศนคติหรือความไม่เข้าใจของแต่ละฝ่ายแต่ละระดับ สามารถใช้งานวิชาการเข้าไปจัดการหรือเป็นทิศทางของการดำเนินการเรื่องต่างๆ ให้ดำเนินการไปได้อย่างราบรื่นหรือมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการทำงาน HSIU นี้ จะเป็นวงพูดคุยเพื่อร่วมหาทางแก้ปัญหาโดยความร่วมมือจากหลากหลายฝ่าย
“ตัวอย่างสถานการณ์ตอนนี้ รพ.สต. มีการเบิกเวชภัณฑ์จากโรงพยาบาลแม่ข่าย แต่ ณ.วันที่ต้องดำเนินการเอง ซึ่งจะทำอย่างไร มีรูปแบบแบบไหนจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด มันมีศาสตร์ของมัน หรือแม้แต่เรื่องของการบริหารจัดการยาตั้งแต่การซื้อจนถึงส่งให้ถึงมือคนไข้จะทำอย่างไรให้มีคุณภาพ ทุกอย่างต้องมีการศึกษาวิจัย หรือในเรื่องของการเงินการคลัง ซึ่งมีโมเดลการจ่ายที่หลากหลาย พื้นที่ไหนมีบริบทอย่างไรก็สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับพื้นที่นั้น หรือถ้ายังไม่ใช่ก็อาจจะมีโมเดลกลางเพื่อการประยุกต์ใช้ได้ ทั้งนี้โมเดลที่ว่าต้องพึงพอใจร่วมกัน และมีความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมทั้งวง HSIU นี้จะมีการรวบรวมข้อมูลจัดทำเป็น Dashboard ที่เป็นการรวบรวมข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสถานการณ์การถ่ายโอน โดยเน้นการเชื่อมต่อข้อมูลจากเจ้าของข้อมูลโดยตรง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการกำกับติดตาม พัฒนาการดำเนินงาน หรือแก้ไขปัญหาสถานการณ์ต่างๆ ได้ต่อไป” นพ.ศุภกิจ กล่าว
ทั้งนี้ในที่ประชุมมีการนำเสนอรายงานความก้าวหน้าการศึกษา ซึ่ง สวรส.สนับสนุนทุนวิจัยให้แก่โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) เป็นผู้ดำเนินงาน “กระบวนการสังเคราะห์ข้อมูลอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบคำถามเชิงนโยบายสาธารณสุขเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทย และการกระจายอำนาจด้านสุขภาพสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” โดยมุ่งเน้นการจัดทำข้อมูลอย่างรวดเร็วเพื่อตอบคำถามเชิงนโยบายฯ ในกรอบเวลาไม่เกิน 3 เดือน โจทย์วิจัยที่นำเสนอในวันนี้คือ กระบวนการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานใน รพ.สต. ทั้งรูปแบบการติดตามและความถี่ในการติดตาม โดยทำการสำรวจร่วมกับสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารที่มีการถ่ายโอนไปยัง อบจ. ใน 4 รพ.สต. 4 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี, ขอนแก่น, กาญจนบุรี และสุราษฎร์ธานี ทั้งนี้ผลการศึกษาเป็นเพียงผลเบื้องต้นที่จะมีกระบวนการพัฒนาคุณภาพข้อมูลเพื่อนำเสนอต่อผู้กำหนดนโยบายต่อไป
ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์การถ่ายโอน สวรส. ได้มีการดำเนินงานวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อการแก้ปัญหาและการพัฒนาเชิงระบบ ทั้งนี้ สวรส. มีแผนการจัดเวทีนำเสนองานวิจัยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2567 เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านกระทรวงสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเวทีดังกล่าวจะเป็นการนำเสนอข้อค้นพบเชิงประจักษ์จากงานวิจัย ซึ่งคาดหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินงานตามภารกิจ เพื่อการพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป