Welcome to Thai nursing time

คุณจิราภรณ์ พราหมณ์คล้ำ 062 619 7893 , คุณอมรรัตน์ ทัดดอกไม้ : 084 635 5414 6:00 AM - 10:00 PM (Mon-Fri)

สวรส. ระดมผู้เชี่ยวชาญ เดินหน้าพัฒนา “ทิศทางวิจัยระบบยาประเทศ” เพื่อความมั่นคงด้านยา และการเข้าถึงของคนไทย

จำนวนผู้เข้าชม : 855 ครั้ง

ความมั่นคงด้านยาในระบบสุขภาพไทย เป็นโจทย์สำคัญและประเด็นที่ถูกพูดถึงมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด ที่ทุกประเทศต่างพากันช่วงชิงทรัพยากรอย่างถึงที่สุด หนึ่งในจุดชี้ขาดจึงอยู่ที่ศักยภาพของแต่ละประเทศว่า ประเทศใดสามารถพึ่งพาตัวเองทางด้านยาได้ สำหรับสถานการณ์ยาของประเทศไทย ต้องยอมรับว่าปัจจุบันยังอยู่ในจุดที่ยังไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้เท่าที่ควร ซึ่งหากพิจารณามูลค่าการผลิตในประเทศเทียบเคียงกับตัวเลขการนำเข้ายาจากต่างประเทศ พบว่าสัดส่วนอยู่ที่33 ต่อ 67หรือราวๆ หนึ่งเท่าตัว1 อย่างไรก็ดี หากพิจารณาสถานการณ์การเข้าถึงยาในภาพรวมที่ผ่านมา โดยเฉพาะยาจำเป็นจะพบว่าอยู่ในระดับที่ดี เพราะประเทศไทยมีกลไกบัญชียาหลักแห่งชาติ แต่ที่สุดแล้วเราก็ยังพบพฤติกรรมการใช้ยาไม่เหมาะสมไม่สมเหตุสมผลอยู่มากทั้งในสถานพยาบาลชุมชน ครัวเรือน ฯลฯ

จากสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา จึงควรมองภาพใหญ่ของเรื่องระบบยาที่ครอบคลุมทั้งเรื่องการพัฒนาระบบควบคุมยาให้มีประสิทธิภาพในระดับสากล การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาการผลิตยา สมุนไพร และชีววัตถุเพื่อความมั่นคงทางยาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาระบบและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงยาจำเป็นของประชาชน การพัฒนาระบบและกลไกเพื่อให้เกิดการใช้ยาอย่างสมเหตุผล  ซึ่งสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้มีการระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำกรอบและทิศทางงานวิจัยระบบยา เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาโดยมีงานวิจัยเป็นฐานข้อมูลสำคัญ

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ที่ปรึกษาคณะกรรมการกำกับทิศแผนงานวิจัยพัฒนาระบบยา สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และประธานในการจัดทำกรอบและทิศทางงานวิจัยระบบยา เปิดเผยว่า สถานการณ์ระบบยาของประเทศและปัจจัยแวดล้อมมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องกำหนดทิศทางและโจทย์วิจัย รวมทั้งปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการงานวิจัยให้สอดคล้องกันอย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่ผ่านมา สวรส. จะมีบทบาทในการสนับสนุนทุนวิจัยในระบบสุขภาพ รวมถึงระบบยามาอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยระบบวิจัยระบบยามีความซับซ้อน และมีปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง ตลอดจนมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ที่ควรเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยและจัดการความรู้ ดังนั้นในการจัดทำกรอบและทิศทางงานวิจัยระบบยาครั้งนี้ จึงได้ชักชวนผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ และผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชนภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม ร้านขายยา หรือเอ็นจีโอ เข้ามาช่วยกันคิดและหาข้อสรุปที่ชัดเจน เพื่อให้ได้งานวิจัยที่มีคุณภาพ สามารถตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย และตัวชี้วัดการพัฒนาระบบยาของประเทศได้ต่อไป

ทั้งนี้การระดมสมองเพื่อจัดทำกรอบและทิศทางงานวิจัยมีทั้งหมด 5 ด้านที่ครอบคลุมเรื่องระบบยา1. การอภิบาลระบบยา ซึ่งเน้นไปที่การออกแบบนโยบายยุทธศาสตร์ ระบบ และกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม รวมทั้งการประสานความร่วมมือต่างๆ เพื่อนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยมีกรอบและทิศทางงานวิจัย2. บริการหรือปฏิบัติการเกี่ยวกับยา โดยมองถึงความต้องการบริการ ความจำเป็นด้านสุขภาพของประชาชนกลุ่มต่างๆ รวมถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบของบริการสุขภาพ3. บทบาทของภาคประชาสังคม ในกระบวนการนโยบายด้านยา โดยมองถึงบทบาทและการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาคประชาสังคม ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่อาจยังขาดการสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ 4. ระบบยาในภาวะภัยพิบัติฉุกเฉินด้านสาธารณสุข จากประสบการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลต่อบริการสุขภาพ นำไปสู่คำถามเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับภัยพิบัติฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในอนาคต5. การพัฒนาอุตสาหกรรมยาของประเทศเพื่อการพึ่งพาตนเองด้านยา มุ่งเน้นแนวทางการพัฒนาที่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงทางยา สามารถจัดหายาจำเป็นไว้ใช้อย่างเพียงพอ ต่อเนื่องไม่ขาดแคลน ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากต่างประเทศทั้งนี้การจัดทำกรอบและทิศทางงานวิจัยระบบยาในครั้งนี้ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบยาแห่งชาติ และ (ร่าง)แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบยาของประเทศไทย (พ.ศ.2566-2570) ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จัดทำขึ้นเพื่อใช้ทดแทนฉบับเดิมที่สิ้นสุดอายุลง

Recent Posts