Welcome to Thai nursing time

คุณจิราภรณ์ พราหมณ์คล้ำ 062 619 7893 , คุณอมรรัตน์ ทัดดอกไม้ : 084 635 5414 6:00 AM - 10:00 PM (Mon-Fri)

สถานการณ์ทางระบาดวิทยาของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา

จำนวนผู้เข้าชม : 4 ครั้ง

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยแพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิและโฆษกกรมควบคุมโรค พร้อมด้วยนายแพทย์โรม บัวทอง รักษาการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้อำนวยการกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค ได้ร่วมแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ภายหลังสืบทราบรายงานการระบาดของสายพันธุ์ “บันดิบูเกียว” (Bundibugyo) ในพื้นที่ทวีปแอฟริกา โดยมีศูนย์กลางการระบาดหลักในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การระบาดในครั้งนี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ดี จากผลการดำเนินงานด้านการเฝ้าระวังในปัจจุบัน ยืนยันว่ายังไม่พบผู้ติดเชื้อทั้งในเกณฑ์รายสงสัยและรายยืนยันภายในประเทศไทย

โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาจัดเป็นโรคติดต่ออันตรายในกลุ่มกลุ่มอาการไข้เลือดออกจากไวรัส มีสาเหตุจากการติดเชื้อ Orthoebolavirus ในตระกูล Filoviridae โดยมีค้างคาวผลไม้เป็นแหล่งรังโรคในธรรมชาติ ตัวโรคมีคุณสมบัติเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน และสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสโดยตรงกับโลหิต สารคัดหลั่ง หรือเนื้อเยื่อของผู้ติดเชื้อ มิได้เป็นการแพร่กระจายผ่านระบบทางเดินหายใจหรือฝอยละอองในอากาศ จึงส่งผลให้ความเร็วในการแพร่ระบาดอยู่ในวงจำกัด โดยมีค่าเฉลี่ยความสามารถในการแพร่เชื้อเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 1.95


 

โรคนี้มีระยะฟักตัวของเชื้อตั้งแต่ 2 ถึง 21 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการเริ่มแรกคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ มีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน และท้องเสีย โดยในรายที่มีอาการรุนแรงจะเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งมีอัตราอุบัติการณ์การเสียชีวิตสูงเฉียบพลันระหว่างร้อยละ 40 ถึง 80 นอกจากนี้ สายพันธุ์บันดิบูเกียวที่กำลังแพร่ระบาดในปัจจุบัน ยังคงอยู่ในกระบวนการพัฒนาวัคซีนและยาต้านไวรัสเฉพาะโรค ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาในการวิจัยเชิงคลินิกเพิ่มเติมอีกประมาณ 3 ถึง 9 เดือน

การยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและการควบคุมโรคในประเทศไทย


 

กระทรวงสาธารณสุขไทยได้ดำเนินการออกประกาศกำหนดให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา เป็น “เขตติดโรคติดต่ออันตราย” โดยมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อเปิดทางให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อสามารถบังคับใช้มาตรการคัดกรองขั้นสูงสุดแก่ผู้เดินทางที่มาจากพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นระบบ


 

กระบวนการควบคุมโรคจะเริ่มตั้งแต่เกณฑ์การคัดกรองก่อนสัญจร โดยผู้เดินทางจากเขตติดโรคต้องทำการลงทะเบียนข้อมูลสุขภาพและประวัติการเดินทางล่วงหน้า ผ่านช่องทางที่กำหนด ขณะเดียวกันสายการบินมีหน้าที่ต้องส่งมอบบัญชีรายชื่อผู้โดยสารจากพื้นที่เสี่ยงให้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเพื่อทำการตรวจสอบล่วงหน้าก่อนระบบการลงจอด ณ ท่าอากาศยานปลายทาง เมื่อผู้เดินทางเดินทางถึงประเทศไทย จะต้องเข้ารับการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายและประเมินความเสี่ยงทางคลินิกโดยทันที พร้อมทั้งจัดเก็บข้อมูลการติดต่อโดยละเอียดเพื่อใช้ในการประสานงานติดตาม ทั้งนี้ มาตรการทางกฎหมายสาธารณสุขในการบริหารจัดการผู้เดินทางเข้าประเทศ ได้รับการจัดแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบตามดุลยพินิจทางระบาดวิทยา


 

รูปแบบแรกคือ มาตรการคุมไว้สังเกต บังคับใช้กับผู้เดินทางจากพื้นที่ระบาดที่ยังไม่ปรากฏอาการทางคลินิก โดยบุคคลกลุ่มนี้สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ แต่ต้องอยู่ภายใต้กระบวนการติดตามเฝ้าระวังและรายงานผลการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นประจำทุกวันจนกว่าจะครบกำหนด 21 วัน


 

รูปแบบที่สองคือ มาตรการกักกัน บังคับใช้กับผู้เดินทางที่ตรวจพบอาการป่วยในเกณฑ์เสี่ยง หรือประเมินแล้วพบว่ามีประวัติสัมผัสโรคสูง โดยจะดำเนินการส่งตัวไปกักกัน ณ สถาบันบำราศนราดูร เพื่อเข้าสู่กระบวนการสังเกตอาการทางพยาธิสภาพและตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการจนครบ 21 วัน


 

รูปแบบที่สามคือ มาตรการแยกกัก บังคับใช้กับผู้เดินทางที่ตรวจพบอาการเข้าข่ายเกณฑ์นิยามโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างเด่นชัดตั้งแต่แรกรับ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรักษาพยาบาลในห้องแยกโรคความดันลบ และจำกัดวงการแพร่กระจายเชื้อโดยทันที


นอกเหนือจากขั้นตอนการคัดกรอง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศแล้ว กรมควบคุมโรคยังได้ประสานความร่วมมือไปยังสถานพยาบาลทุกระดับทั่วประเทศ ในการเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบผู้ป่วยที่มีอาการไข้สูงร่วมกับมีประวัติเดินทางเยือนประเทศเสี่ยง หรือมีประวัติสัมผัสสัตว์ป่าและผู้ป่วยสงสัยภายในระยะเวลา 21 วัน พร้อมทั้งจัดเตรียมทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วและห้องปฏิบัติการอ้างอิงที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด


แหล่งข้อมูลอ้างอิง: แถลงการณ์สถานการณ์และมาตรการควบคุมโรคอย่างเป็นทางการ โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, วันที่ 22 พฤษภาคม 2569


 

Recent Posts