Welcome to Thai nursing time
ทิศทางใหม่ของวงการยาในสหรัฐฯ 2025-2026: นโยบายที่เปลี่ยนไปและการปรับตัวที่ต้องจับตา Abigail Beaney December 22 2025
หลังจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มบริหารประเทศในปี 2025 วงการยาและเวชภัณฑ์ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญค่ะ มีทั้งเรื่องการเก็บภาษีนำเข้า การสนับสนุนให้บริษัทกลับมาตั้งโรงงานในสหรัฐฯ และนโยบายควบคุมราคายาที่เรียกว่า MFN ซึ่งทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องปรับแผนกันขนานใหญ่เพื่อให้ยังคงแข่งขันได้ในตลาดอเมริกา
คุณ Kit Conklin รองประธานอาวุโสด้านความเสี่ยงและการปฏิบัติตามกฎระเบียบจาก Exiger และที่ปรึกษาในการจัดทำกฎหมาย BIOSECURE Act ระบุว่า ปีนี้เป็นปีที่ผู้บริหารบริษัทผลิตยาและเครื่องมือแพทย์ตื่นตัวกันมากที่สุด เพราะนโยบายเหล่านี้ส่งผลกระทบถึงแผนงานหลัก จนทุกคนต้องติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือแบบวันต่อวัน
หัวใจสำคัญที่ทุกคนพูดถึงคือ นโยบายที่ระบุให้ราคายาในสหรัฐฯ ต้องไม่แพงไปกว่าราคาในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ โดยรัฐบาลได้เปิดตัวเว็บไซต์ TrumpRx.gov เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาได้โดยตรง คุณ John Riddle กรรมการผู้จัดการฝ่ายการลงทุนด้านสุขภาพจาก BGL มองว่านโยบายนี้จะส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ ต้องเลือกเฟ้นการลงทุนอย่างรอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ "ยาตัวดังหลายรายการกำลังจะหมดอายุสิทธิบัตร" ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บริษัทต้องเร่งพัฒนายานวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต
ในด้านกลยุทธ์ ดร. Maximilian Vargas รองประธานฝ่ายพยานหลักฐานและกลยุทธ์การเข้าถึงตลาดจาก Certara วิเคราะห์ว่าระบบการคุมราคาแบบนี้อาจทำให้บริษัทบางแห่งตัดสินใจชะลอการเปิดตัวยาใหม่ในบางประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพของฐานราคาในสหรัฐฯ ไว้ หรือบางบริษัทอาจเลือกปรับขึ้นราคายาในต่างประเทศแทนเพื่อพยุงราคาเฉลี่ย ดังเช่นกรณีของบริษัท Eli Lilly ที่ปรับขึ้นราคายาสำหรับเบาหวานและยาลดน้ำหนักในสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่ายาสำหรับโรคหายากอาจได้รับความท้าทายมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนการวิจัยสูงแต่มีจำนวนคนไข้น้อย เมื่อมีการควบคุมราคาเกิดขึ้น บริษัทจึงจำเป็นต้องวางแผนบริหารจัดการงบประมาณอย่างรัดกุมที่สุด
สำหรับการย้ายฐานผลิตกลับสู่สหรัฐฯ คุณ Matt Flath รองประธานอาวุโสจาก Northeast Science and Technology Center มองว่าเป็นเรื่องบวกที่จะช่วยให้ระบบสาธารณสุขมีความเข้มแข็งและลดปัญหาการขาดแคลนยาจากปัญหาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อมีกฎหมาย BIOSECURE Act ออกมาช่วยจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานให้มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือมากขึ้น แม้ผู้เชี่ยวชาญบางท่านจะมองว่าหลายบริษัทมีการวางแผนกลับมาผลิตในประเทศอยู่บ้างแล้ว แต่แรงกดดันจากรัฐบาลก็เป็นตัวเร่งให้ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วขึ้น รวมถึงการดึงงานวิจัยกลับมาทำเองภายในบริษัทเพื่อความมั่นคงที่ยั่งยืน
สำหรับอนาคตของงานวิจัย แม้บริษัทยาจะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านผลประกอบการ หรืออยู่ในช่วงการปรับฐานรายได้ใหม่ แต่เชื่อว่าบริษัทส่วนใหญ่จะยังคงให้ความสำคัญกับการวิจัยต่อไป โดยจะเน้นไปที่การสร้างนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลก และตอบโจทย์กลุ่มผู้ป่วยที่ยังไม่มีทางรักษา มากกว่าการผลิตยาที่เลียนแบบยาเดิมที่มีอยู่แล้ว แม้ในอีก 5 ปีข้างหน้าเราอาจเห็นโครงการทดลองยาใหม่ ๆ ในระยะเริ่มต้นลดน้อยลงบ้าง แต่ภาพรวมทั้งหมดนี้คือความพยายามที่จะทำให้ระบบสุขภาพมีความมั่นคง พึ่งพาตนเองได้และส่งมอบการรักษาที่มีคุณค่าแก่เพื่อนมนุษย์ได้อย่างแท้จริงค่ะ
บทสรุป: ปี 2026 คือปีที่ความโปร่งใสด้านราคาและความยืดหยุ่นทางการผลิตกลายเป็นหัวใจหลัก ซึ่งส่งผลบวกต่อการเข้าถึงยาของประชาชน แต่ท้าทายให้บริษัทยาต้องยกระดับนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว