Welcome to Thai nursing time

คุณจิราภรณ์ พราหมณ์คล้ำ 062 619 7893 , คุณอมรรัตน์ ทัดดอกไม้ : 084 635 5414 6:00 AM - 10:00 PM (Mon-Fri)

สมัชชาสุขภาพฯ เปิด 4 โมเดล สกัด บุหรี่ไฟฟ้า ในเด็ก-เยาวชน ผ่านกลไก กขป. 4 เขตพื้นที่

จำนวนผู้เข้าชม : 89 ครั้ง

งานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ได้เผยแพร่รายงานที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับสถานการณ์ บุหรี่ไฟฟ้า ในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทย โดยพบว่าขณะที่อัตราการสูบบุหรี่โดยรวมในกลุ่มอายุอื่นลดลง แต่กลับมีการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในกลุ่มเยาวชน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาสมองของชาติ และเป็นการซ้ำเติมปัญหาเด็กเกิดน้อยแต่กลับมีคุณภาพที่ด้อยลง

ศ. พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ จากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เนื่องจากข้อมูลล่าสุดชี้ว่า อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า ในช่วงสามปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีคนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึง 2.4 ล้านคน และที่น่าตกใจคือกว่า 1.6 ล้านคนในจำนวนนี้เป็นเยาวชนอายุระหว่าง 15-29 ปี และมีเด็กอายุ 10-14 ปีถึง 8.4 หมื่นคนกำลังเผชิญกับภัยคุกคามนี้ ภัยร้ายแรงที่สุดคือ นิโคติน ซึ่งงานวิจัยพบว่าสามารถลดประสิทธิภาพสมองของเด็กที่อายุต่ำกว่า 25 ปีลงได้ถึง 3–4 เท่า


 

ด้วยสถานการณ์วิกฤตนี้ เวทีเสวนาจึงได้นำเสนอ 4 โมเดลจัดการบุหรี่ไฟฟ้า แบบบูรณาการ ผ่านกลไก คณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) ใน 4 เขตพื้นที่ เพื่อเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนระดับประเทศและระดับท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นความร่วมมือจากหลายภาคส่วน:


เขตพื้นที่ 5 (นครปฐม) มุ่งเน้นการใช้เกณฑ์ LPA และ 7 มาตรการสถานศึกษาปลอดบุหรี่ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในโรงเรียน โดยมีการปรับมาตรการอย่างสร้างสรรค์ เช่น ให้นักเรียนที่มีปัญหาการเลิกบุหรี่เรียนออนไลน์ที่บ้าน และมาโรงเรียนเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้ผลจริงและสามารถลดจำนวนนักเรียนที่สูบบุหรี่จาก 140 คนเหลือเพียง 30 คนได้


เขตพื้นที่ 4 (สระบุรี และ ลพบุรี) เน้นการสร้างความเข้มแข็งของกลไกในพื้นที่ โดยการผลักดันให้เกิด ธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษา เพื่อเป็นเครื่องมือกำหนดบทบาทหน้าที่ของบุคลากรในโรงเรียน รวมถึงการใช้กลไก พชอ. (คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ) และการจัดสมัชชาสุขภาพจังหวัดเพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นระบบ แม้ว่าจะเป็นการเริ่มต้นปีแรก แต่ก็ประสบความสำเร็จในการจัดทำธรรมนูญสุขภาพในสถานศึกษานำร่องทั้ง 4 แห่งแล้ว


เขตพื้นที่ 6 (ฉะเชิงเทรา และ พัทยา) ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นเพื่อทำความเข้าใจ ปัจจัยปัญหา ที่แตกต่างกันระหว่างพื้นที่ชนบทและเมืองท่องเที่ยว โดยพบว่าปัจจัยหลักคือการเข้าถึงง่าย ราคาถูก และความเข้าใจผิดของผู้ปกครองว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ร้ายแรงเท่าบุหรี่มวน จากข้อมูลที่ได้นำมาสู่การสร้างมาตรการป้องปรามที่เข้มงวด การจัดอบรมทักษะการปฏิเสธให้กับนักเรียน และการประสานงานกับ กรมศุลกากร และ สคบ. เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง โดยมีแผนการนำเยาวชนกว่า 2,000 คนเข้าสู่ระบบเลิกบุหรี่ผ่านการร่วมมือกับสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทยในปี 2569


เขตพื้นที่ 1 (ภาคเหนือตอนบน) ใช้หลักการ Data Driven ในการออกแบบกิจกรรม โดยข้อมูลชี้ว่า 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนมีคนใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากที่สุดในประเทศ การขับเคลื่อนจึงเน้นที่การพัฒนาศักยภาพ แกนนำครู และการสร้าง ภาคีเครือข่าย กว่า 17 หน่วยงาน รวมถึงการดึง สภาเด็กและเยาวชน เข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์และผลักดันมาตรการ เพื่อให้สภาพแวดล้อมของพื้นที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าอย่างถาวร

จากทั้ง 4 โมเดลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องมาร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่การออกกฎหมาย แต่ต้องลงลึกถึงระดับพื้นที่ ชุมชน และครอบครัว เพื่อร่วมกันปกป้องเด็กและเยาวชนให้พ้นจากภัยคุกคามของนิโคติน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพและพัฒนาคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต

Recent Posts