Welcome to Thai nursing time

คุณจิราภรณ์ พราหมณ์คล้ำ 062 619 7893 , คุณอมรรัตน์ ทัดดอกไม้ : 084 635 5414 6:00 AM - 10:00 PM (Mon-Fri)

ศูนย์ฯ PM 2.5 สธ. เผยสถานการณ์ฝุ่นลดลงแต่อีก 3 วันข้างหน้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แนะเลือกใช้หน้ากากอนามัยให้เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง

จำนวนผู้เข้าชม : 420 ครั้ง

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพฝุ่น PM 2.5 กระทรวงสาธารณสุข เผย วันนี้สถานการณ์ฝุ่นในทุกจังหวัดดีขึ้น เหลือเพียงสุโขทัยที่ยังอยู่ระดับสีแดงแต่คาดการณ์อีก 3 วันข้างหน้าจะกลับมาเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ขณะนี้ เปิดศูนย์ PHEOC แล้ว 20 จังหวัด ส่วนหน้ากากแต่ละประเภทประสิทธิภาพการกรองฝุ่นต่างกัน แนะเลือกให้เหมาะสมโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง

วันนี้ (27 มกราคม 2568) ที่ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ ฝุ่น PM 2.5 กระทรวงสาธารณสุข ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ด้านแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 พร้อมด้วย พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค แถลงแนวทางการดูแลสุขภาพจากสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 โดย ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ วันนี้ สถานการณ์ในภาพรวมดีขึ้น ค่าฝุ่น PM2.5 ลดลงทุกพื้นที่ เหลือระดับสีแดง มีผลกระทบต่อสุขภาพ (มากกว่า 75 มคก./ลบ.ม. ขึ้นไป) เพียงจังหวัดเดียว คือ สุโขทัย และอีก 37 จังหวัด อยู่ในระดับสีส้ม เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (37.6 - 75 มคก./ลบ.ม) โดยมีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กแล้ว 20 จังหวัด อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 31 มกราคม 2568 ค่าฝุ่นจะกลับมาเพิ่มขึ้นในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอีกครั้ง ทั้งในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบค่าฝุ่นทุกวันและปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด


 


 


 

พญ.จุไร กล่าวว่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 สูงได้แก่เด็กเล็ก ซึ่งมีอัตราการหายใจสูงกว่าผู้ใหญ่, หญิงตั้งครรภ์ซึ่งจะส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้คลอดก่อนกำหนด, ผู้สูงอายุ ซึ่งระบบหายใจมีความเสื่อมตามวัย, ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งอาทิ ตำรวจจราจร พนักงานกวาดถนน/เก็บขยะ พ่อค้าแม่ค้าริมทาง มอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนงานก่อสร้าง ซึ่งมีโอกาสสัมผัสฝุ่นเวลานาน และผู้ที่สูบบุหรี่ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคปอด โรคหืด โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัว 4 กลุ่มโรค คือกลุ่มโรคทางเดินหายใจ ได้แก่โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหืด กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดกลุ่มโรคตาอักเสบและกลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ ในช่วงที่สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 สูงเกินมาตรฐานอาจเกิดอาการกำเริบได้ จึงควรดูแลตนเองเป็นพิเศษ

พญ.จุไร กล่าวต่อว่า หน้ากากแต่ละประเภทจะมีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่น PM 2.5 ต่างกัน จึงต้องเลือกหน้ากากให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มและสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 โดยหน้ากาก N95 ทั้งแบบมีวาล์วและไม่มีวาล์วสามารถกรองฝุ่นได้ 95% ส่วนหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น PM2.5 (กรณีแนบสนิทใบหน้า) กรองฝุ่นได้ 50-70% ทั้งสองประเภทนี้สามารถใช้ได้ทุกกลุ่ม สำหรับหน้ากากผ้าฝ้าย 3 ชั้นกรองฝุ่นได้ประมาณ 40% และหน้ากากผ้ามัสลินกรองได้ประมาณ 37% ไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีการสำรองหน้ากากอนามัย ประกอบด้วยหน้ากากอนามัยใช้แล้วทิ้ง (Surgical Mask) 7.3 ล้านชิ้น อัตราการใช้ 3.3 ล้านชิ้น/เดือนมีกำลังการผลิต 10 ล้านชิ้น/เดือน และหน้ากากกรองอากาศชนิด N95 จำนวน 6 แสนชิ้น อัตราการใช้ 1.7 แสนชิ้น/เดือน มีกำลังการผลิต 2.4 แสนชิ้น/เดือน ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ อย่างน้อย 2 เดือน โดยพื้นที่สีส้ม จะแจกให้กับผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงสูง ส่วนพื้นที่สีแดงแจกให้กับกลุ่มเสี่ยงที่เปราะบางและประชาชนผู้ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ดังกล่าวสามารถขอรับหน้ากากอนามัยได้ที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2568 เป็นต้นไป

Recent Posts