วิจัยชี้ถึง “ประสิทธิภาพและความคุ้มค่า การตรวจมะเร็งปากมดลูก แบบ HPV DNA ด้วยตัวเอง” ทางเลือกหญิงไทย

จำนวนผู้เข้าชม : 142 ครั้ง

ตามที่สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ประกาศสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพและ ป้องกันโรคในเรื่องของการให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA เมื่อเดือน พ.ค. 25661 ที่ผ่านมา โดยสนับสนุนการใช้ชุดเก็บตัวอย่างส่งตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นชุดตรวจคล้ายชุดตรวจ คัดกรองโควิดที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เพื่อตอบสนองต่อการใช้ชีวิตแบบวิถีใหม่ ลดความเขินอาย และเพิ่มทางเลือกในการ เข้ารับบริการของหญิงไทยกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุ 30-59 ปี ทุกคนและทุกสิทธิ์ รวมถึงหญิงไทยที่มีอายุ 15-29 ปี ที่เป็น กลุ่มเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย มีคู่นอนหลายคน หรือมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยงติดเชื้อและไม่ได้ป้องกัน เป็นต้น ควบคู่กับการเพิ่มช่องทางการขอรับบริการการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีดังกล่าวที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ร้านยา คลินิกพยาบาล ฯลฯ โดยสามารถขอรับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA โดยชุดเก็บ ตัวอย่างด้วยตัวเองและหากผลเป็นปกติสามารถทําการตรวจซ้ำไดทุกๆ 5 ปี

ข้อมูลงานวิจัยที่ผ่านมาของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งได้ทําการศึกษาวิเคราะห์ต้นทุน อรรถประโยชน์และความเป็นไปได้ของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA โดยชุดเก็บตัวอย่างด้วย ตัวเองในประเทศไทย เพื่อที่จะชี้ให้เห็นถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ครอบคลุมถึงประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ผลกระทบด้านงบประมาณ และความเป็นไปได้ของการมีนโยบายการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA โดยชุดเก็บตัวอย่างด้วยตัวเอง โดยพบว่า จากการทบทวนข้อมูลทางวิชาการ มีเพียง 1 ใน 3 ของผู้หญิงไทยที่เข้ารับการ ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งยังเป็นตัวเลขที่ห่างไกลจากเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization, WHO) ที่คาดหวังให้ทั่วโลกสามารถกําจัดโรคมะเร็งปากมดลูกให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2030 โดยต้อง ดําเนินการร่วมกันกับการฉีดวัคซีนป้องกัน และการรักษาที่เหมาะสมในหญิงที่ตรวจพบความผิดปกติของปากมดลูก 3 สําหรับประเทศไทย ถ้าจะให้โรคมะเร็งปากมดลูกหมดไป ควรมีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกให้ได้ถึง 80% ของ หญิงไทยทั้งประเทศ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดประมาณ 20 ล้านคน แต่ปัจจุบันยังดําเนินการได้แค่เพียง 33% ของหญิงไทย ทั้งนี้ การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA โดยชุดเก็บตัวอย่างด้วยตัวเอง เป็นอีกทางเลือกที่จะมาช่วยปิด ช่องว่างให้กับหญิงที่มีความเขินอายไม่ยอมไปพบแพทย์เพื่อตรวจภายใน ตลอดจนเพิ่มการเข้าถึงการคัดกรองมะเร็งปาก มดลูกให้กับหญิงไทย ซึ่งหากคัดกรองแล้วพบรอยโรคตั้งแต่ระยะต้นๆ ก็จะสามารถวางแผนการรักษาได้ทันท่วงที ส่งผล ป้องกันการเกิดมะเร็งและลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกได้ ทั้งนี้วิธีดังกล่าวจากงานวิจัยพบว่า เป็นวิธีที่มี ประสิทธิภาพ โดยมีความไวอยู่ที่ประมาณ 74-83% และความจําเพาะอยู่ที่ประมาณ 86-90% ซึ่งมีความแม่นยําสูง ใกล้เคียงกับการตรวจด้วยแพทย์ สะดวกรวดเร็ว สามารถส่งผลทางไปรษณีย์ได้ และเป็นทางเลือกที่เพิ่มอัตราการเข้ารับ การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ผู้หญิงส่วนใหญ่ยอมรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตัวเองโดยวิธี HPV DNA เนื่องจากเป็นวิธีที่ช่วยลดความเขินอาย สามารถเก็บสิ่งส่งตรวจได้ในเวลาที่สะดวก และช่วย เพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการสําหรับผู้ที่ไม่สะดวกใจที่จะไปพบแพทย์


 

รศ.ดร.พญ.พจมาน พิศาลประภา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้า โครงการวิจัยฯ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ผลลัพธ์ของการวิเคราะห์ต้นทุนอรรถประโยชน์ (cost-utility analysis)4 ใน มุมมองทางสังคม ภายใต้กรอบระยะเวลาตลอดชีวิต พบว่า การมีนโยบายตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA โดยชุดเก็บตัวอย่างด้วยตัวเอง ร่วมกับการตรวจคัดกรองโดยบุคลากรทางการแพทย์ในหญิงอายุ 25-65 ปี ให้ปีสุข ภาวะ (quality-adjusted life-years, QALYs) หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าเป็นคุณภาพชีวิตในช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่ ที่สูงกว่า นโยบายการตรวจคัดกรองโดยบุคลากรทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว และเป็นนโยบายที่ทําให้ประหยัดต้นทุนโดยรวมได้ (cost-saving) เนื่องจากทําให้ตรวจพบรอยโรคตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็งหรือมะเร็งระยะเริ่มแรกได้


“อีกทั้งการวิเคราะห์ผลกระทบด้านงบประมาณในมุมมองของผู้จ่ายเงิน ภายใต้กรอบระยะเวลาของการวิเคราะห์ ที่ 5 และ 10 ปี ยังพบว่า การมีนโยบายการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตัวเองโดยวิธี HPV DNA ที่เพิ่มเติมจาก นโยบายการตรวจคัดกรองโดยแพทย์เพียงอย่างเดียว อาจทําให้รัฐบาลต้องรับภาระในแง่ของผลกระทบด้านงบประมาณ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 680 ล้านบาทต่อปี เมื่อคิดราคาชุดตรวจมะเร็งปากมดลูกที่ชุดละ 280 บาท ซึ่งเป็นราคาที่รวมค่าตรวจทาง ห้องปฏิบัติการ PCR แล้ว แต่การมีนโยบายการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตัวเองเพิ่มเติมจากการตรวจ คัดกรองโดยบุคลากรทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว จะทําให้อัตราการตรวจคัดกรองในหญิงไทย เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 44% หรือ เพิ่มขึ้นประมาณ 8-10 ล้านคน ซึ่งถ้าหญิงไทยได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกถึง 80% ก็จะสามารถทําให้มะเร็ง ปากมดลูกหมดไปจากประเทศไทย ตามเป้าหมายของ WHO” รศ.ดร.พญ.พจมาน พิศาลประภา ระบุ

ด้าน ทพ.จเร วิชาไทย ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. กล่าวว่า การลดอัตราการเสียชีวิตในโรคต่างๆ ของคนไทย จําเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยในหลากหลายมิติ เพื่อให้สามารถเดินไปสู่เป้าหมายในการเพิ่มคุณภาพชีวิต ลดโรค และ ลดอัตราการเสียชีวิตให้ได้ ซึ่งงานวิจัยในลักษณะของการวิเคราะห์ต้นทุนอรรถประโยชน์และความเป็นไปได้ของการตรวจ คัดกรองโรคดังกล่าว เป็นงานวิจัยอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความจําเป็นต่อการวางแผนและพัฒนานโยบาย ทั้งในแง่ของความ คุ้มค่า งบประมาณ ระบบหรือการพัฒนาด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในระยะต่อไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งเรื่องกาประชาสัมพันธ์เชิงรุกกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการตรวจคัดกรองของหญิงไทยทั้งประเทศ ตลอดจนการจัดทํา แนวทางการดูแลกลุ่มที่มีผลการตรวจผิดปกติให้เป็นระบบและมีแนวทางเดียวกัน


 

ข้อมูลจาก: งานวิจัย “การวิเคราะห์ต้นทุนอรรถประโยชน์และความเป็นไปได้ของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA โดยชุดเก็บตัวอย่างด้วยตัวเองในประเทศไทย, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข 1https://www.nhso.go.th/storage/downloads/main/233/22_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8_PP_FS_2566_.pdf2https://www.nhso.go.th/news/41873https://www.who.int/publications/i/item/9789240014107https://bmcpublichealth.biomedcentral.com/articles/10.1186/s12889-023-17358-0

Recent Posts