อนาคตเศรษฐกิจไทยในยุคสังคมสูงวัย รายได้ลดลง ภาระทาง การคลังสูงขึ้น แรงงานถดถอย เงินออมน้อยลง ความท้าทายที่ทุกฝ่ายต้องเตรียมรับมือ

จำนวนผู้เข้าชม : 478 ครั้ง

22 ตุลาคม 2567 - สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับมูลนิธิสานพลังเพื่อแผ่นดิน (มสผ.)  และองค์กรเจ้าภาพอีก  10องค์กร ได้แก่ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกระทรวงมหาดไทยกระทรวงสาธารณสุขกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กรมกิจการผู้สูงอายุกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกันจัดเวที “สานพลังไทย รับมือสูงวัย ไปด้วยกัน” (Smart Aging Society, Together we can)”  ครั้งที่ 1 มิติเศรษฐกิจโดยระดมสมองจากหน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวกับการรับมือสังคมสูงวัยกว่า 50 องค์กร

นายแพทย์สุเทพ เพชรมาก  เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สช. สนับสนุนให้มูลนิธิสานพลังเพื่อแผ่นดิน (มสผ.) จัดเวที “สานพลังไทย รับมือสังคมสูงวัย ไปด้วยกัน” (Smart Aging Society , Together we canครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 1 ระดมสมองใน “มิติเศรษฐกิจ และยังมีอีก  3 เวทีในส่วนกลาง คือ  มิติสภาพแวดล้อม  ด้านสังคม และสุขภาพ   รวมถึงการจัดเวทีแบบนี้ในต่างจังหวัดอีก 6 ครั้ง และจัดประชุมวิชาการ 1 ครั้ง  เพื่อสานพลังองค์กรภาคีทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันพัฒนานโยบายรับมือสังคมสูงวัย  แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้  บทเรียน  รวมถึงจะมีการสังเคราะห์ข้อเสนอทางวิชาการ  เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะรองรับสังคมสูงวัย  ทั้งระดับชาติและพื้นที่ 


สช. เห็นความสำคัญกับสถานการณ์สังคมสูงวัย  ซึ่งไม่ใช่มีแค่เรื่องผู้สูงอายุเท่านั้น   แต่เป็นประเด็นที่ใหญ่ส่งผลกระทบวงกว้าง ซึ่งมีประเด็นที่ต้องขบคิดในหลายแง่มุม หากดูข้อมูลของสภาพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ รายงานโครงสร้างประชากรในปี  2567 พบว่า ประเทศไทยมีประชากรที่อายุมากกว่า 60 ปี รวมทั้งสิ้น 13.2 ล้านคนคิดเป็นร้อยละ  20  ของประชากรทั้งหมด และแนวโน้มประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ  28 ในปี 2576 และ ในปี 2583 ประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 31 หรือ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด  ในขณะที่การเกิดใหม่ของเด็กไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยอัตราเจริญพันธุ์ (TFR) ของไทยลดลงจาก 2.0 ในปี 2538 เหลือ 1.53 ในปี 2563 และคาดว่าเหลือ 1.3 ในปี 2583   โครงสร้างประชากรในรูปแบบนี้ ส่งผลต่อด้านเศรษฐกิจ ที่อีก   ไม่นานประชากรวัยแรงงานลดลง รายได้และเศรษฐกิจของประเทศจะเติบโตช้าลง  ในขณะที่ภาระทางการคลังจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและสวัสดิการของผู้สูงอายุที่สูงขึ้น  การออมและการลงทุนลดลง  อุปสงค์ในสินค้าและบริการบางอย่างน้อยลง มีความต้องการสินค้าเฉพาะมากขึ้น และอีกหลายเรื่องที่เป็นความท้าทายว่าเราจะรับมือกับสถานการณ์นี้และต้องเตรียมการกันอย่างไร ทั้งภาคนโยบายและภาคปฏิบัติการ” เลขาธิการ คสช. กล่าว

นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ  ผู้ทรงคุณวุฒิอดีตสมาชิกวุฒิสภาอดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านสังคม สปช. ในฐานะประธานการประชุม กล่าวว่า การสานพลังรับมือ “สังคมสูงวัย” เป็นการชวนทุกภาคส่วนมองภาพใหญ่ที่ไปไกลกว่า “ผู้สูงอายุ” สำหรับเรื่องมิติเศรษฐกิจที่มีการระดมสมองในวันนี้ได้เชิญหน่วยงาน องค์กรต่างๆ มาร่วมแลกเปลี่ยน  ซึ่งมีข้อท้าทายหลายประเด็นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ (1การส่งเสริมนวัตกรรมและธุรกิจที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคภายใต้สถานการณ์สังคมสูงวัย (2) การสร้างทักษะและทัศนคติที่จำเป็นต่อโลกยุคใหม่ (3) ปรับโครงสร้างตลาดแรงงานให้มีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับสังคมสูงวัย (4) สร้างความรู้ทางการเงินและส่งเสริมการออม (5) ออกมาตรการดึงดูดแรงงานและส่งเสริมแรงงานแฝง (6) วางระบบสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีความมั่นคงทางการเงิน โดยแต่ละหน่วยงานองค์กรนำเสนอบทบาทหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับสังคมสูงวัย  และนำข้อมูลความรู้  ประสบการณ์มาเรียนรู้ร่วมกัน และจะทำให้เกิดการสานพลังรับมือสังคมสูงวัยไปพร้อมๆ กัน   


สังคมสูงวัย ก็เหมือนกับเรามีระบบโครงสร้างสังคม  เศรษฐกิจ  การเมือง การศึกษา สุขภาพ  สภาพแวดล้อม  ความรู้ และเทคโนโลยี  การสื่อสาร การจัดการต่างๆ ที่เก่า  ในขณะที่ผู้สูงอายุมากขึ้นทุกปี  เด็กเกิดน้อยลงอย่างมีนัยยะสำคัญ  โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นนี้   จึงเปรียบได้เหมือนกับบ้านก็เก่า คนก็แก่  เราจะรับมือกันอย่างไร เพื่อร่วมกันสร้าง Smart Aging Society”  นายแพทย์อำพลกล่าว

Recent Posts