Welcome to Thai nursing time

คุณจิราภรณ์ พราหมณ์คล้ำ 062 619 7893 , คุณอมรรัตน์ ทัดดอกไม้ : 084 635 5414 6:00 AM - 10:00 PM (Mon-Fri)

สวรส.-จุฬา เดินหน้าวิจัยประเมินผลกระทบ การให้วัคซีนตับอักเสบของประเทศไทย พร้อมใช้ข้อมูลเคลื่อนเป้า ‘ขจัดโรคหมดไปภายในปี 2573’

จำนวนผู้เข้าชม : 174 ครั้ง

เชื้อไวรัสตับอักเสบ บีและซี เป็นหนึ่งในต้นทางสำคัญของโรคร้ายที่จะนำไปสู่ความเจ็บป่วยจนถึงขั้นเสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นโรคตับอักเสบ ภาวะตับแข็ง รวมถึงมะเร็งตับ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีจึงนับเป็นภัยคุกคามสุขภาพ ร้ายแรง ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ทั้งนี้รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. 2564 ได้ระบุ ถึงสถานการณ์ของไวรัสตับอักเสบว่า ในปี พ.ศ. 2562 ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังรายใหม่ จำนวนประมาณ 1.5 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิต ราว 8.2 แสนรายต่อปี1 สำหรับสาเหตุการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบ เอ ติดต่อจากคนสู่คนผ่าน ทางอาหาร หรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส, ไวรัสตับอักเสบ บี ติดต่อทางเลือด เพศสัมพันธ์ และจากแม่สู่ลูก, ไวรัสตับอักเสบ ซี ติดเชื้อทางเลือด การใช้ของมีคมร่วมกัน2 ทั้งนี้จากภัยคุกคามตามสถานการณ์ข้างต้น ประเทศไทยได้จัดทำยุทธศาสตร์ “กำจัดโรคไวรัสตับอักเสบ พ.ศ.2565-2573” ขึ้น เพื่อดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาไวรัสตับอักเสบที่สอดคล้องกับเป้าหมายของ WHO ที่จะ ขจัดไวรัสตับอักเสบให้เหลือน้อยที่สุดภายในปี พ.ศ. 25733 อย่างไรก็ดี แม้ว่าแนวโน้มของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และซีของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมีการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับ อักเสบบีในเด็กแรกเกิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 แต่แน่นอนว่า การจะไปถึงเป้าหมายขจัดโรคไวรัสตับอักเสบตามนโยบายของ WHO นั้น การศึกษาวิจัยเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการทบทวนแผนและพัฒนานโยบายขจัดโรคไวรัสตับ อักเสบในระยะต่อไป เพื่อให้โรคไวรัสตับอักเสบเหลือน้อยที่สุดในอีก 6 ปีข้างหน้า

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนงานวิจัยเพื่อพัฒนานโยบายระบบสุขภาพของประเทศ จึงได้ร่วมสนับสนุนงานวิจัย “การประเมินผลกระทบการให้วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีในงานสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคแห่งชาติ หลังจากดำเนินการมา 30 ปี และความชุกของโรคตับอักเสบเอ บี และซี ในประเทศไทย” โดยมี ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการในฐานะหัวหน้าโครงการ

ศ.นพ.ยง อธิบายถึงกรอบแนวคิดการดำเนินงานวิจัยว่า การวิจัยครั้งนี้เป็นไปเพื่อทำให้ทราบข้อมูลขั้นพื้นฐานที่ต่อยอดจากงานวิจัยที่ทำมาทุกๆ 10 ปี รวมถึงติดตามเรื่องการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบที่ดำเนินงานมาแล้ว ราว 30 ปี ว่าประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด กล่าวคือเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เรารู้ว่ามีประชากรประมาณ 2 ล้านคน ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังทั้งรายใหม่และรายเก่า และก็รู้ว่าประชากรไทยประมาณ 7 แสนคน ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ตอนนี้จึงจำเป็นต้องมีการประเมินอีกครั้งว่ายอดการติดเชื้อลดลงเท่าไหร่ ดังนั้นโครงการนี้จึงมุ่งหาข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานการณ์การป้องกันโรคตับอักเสบ เพื่อติดตามความก้าวหน้าของงานป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ และประสิทธิภาพของการให้วัคซีนตับอักเสบบีในประชากรไทย โดยเปรียบเทียบความชุกในประชากรกลุ่มที่ไม่เคยได้รับวัคซีน สำหรับผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป และกลุ่มที่ได้รับวัคซีนเมื่อแรกเกิด นอกจากนี้ ความสำคัญอีกด้านหนึ่งของงานวิจัยคือ การมีข้อมูลที่จะแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยต่อ WHO ถึงการขจัดโรคไวรัสตับอักเสบให้เหลือน้อยที่สุดภายในปี 2573 ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบเฝ้าระวังโรคของประเทศไทยด้วยว่าจะมีทิศทางอย่างไร ทั้งนี้ตัวเลขการติดเชื้อของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่ WHO ต้องการคือ น้อยกว่าร้อยละ 0.1 ซึ่งประเทศไทยมีข้อมูลในปี พ.ศ. 2557 ระบุตัวเลขอยู่ที่ร้อยละ 0.14 ซึ่งยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายของ WHO

แม้สถานการณ์การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจะพบว่า มีแนวโน้มลดลง เช่นเดียวกันกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งเหตุผลหลักมาจากการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนเข็มแรกในเด็กแรกเกิด (ภายใน 12 ชั่วโมง) แต่ก็ยังจำเป็นต้องค้นหาผู้ที่ติดเชื้อให้ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่อายุเกิน 30 ปีขึ้นไป หรือเกิดหลังปีที่มีการให้วัคซีนป้องกันไวรัส ฉะนั้นปัญหาจึงอยู่ในกลุ่มที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ของประชากรไทย ที่จะมีโอกาสติดเชื้อไวรัสเรื้อรัง และนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งตับ หรือตับแข็งได้ในอนาคต ส่วนผู้ที่เกิดหลัง พ.ศ. 2535 มีโอกาสเป็นพาหะต่ำมาก เพราะวัคซีนสามารถป้องกันได้มากกว่า 94%

ทั้งนี้งานวิจัยการประเมินผลกระทบการให้วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีในงานสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคแห่งชาติฯ จะทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวนประมาณกว่า 6,000 คน ใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย พระนครศรีอยุธยา บุรีรัมย์ ตรัง และอุตรดิตถ์ เพื่อศึกษาการติดเชื้อ การเป็นพาหะ และระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคตับอักเสบบีในประชากรไทยกลุ่มอายุต่างๆ ซึ่งจะทำให้ทราบถึงแนวโน้มการติดเชื้อหลังการฉีดวัคซีนป้องกัน ตลอดจนประเมินการเปลี่ยนแปลงของภาวะภูมิคุ้มกันต่อโรคตับอักเสบบีในเด็กกลุ่มที่ได้รับ และไม่เคยได้รับวัคซีน จากระยะเวลาที่ผ่านไป 30 ปี นอกจากนี้ งานวิจัยยังศึกษาความชุกของการติดเชื้อ และภูมิคุ้มกันต่อโรคตับอักเสบเอ บี และซีในประชากรกลุ่มอายุต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันของประเทศไทย แล้วท้ายที่สุดจะสังเคราะห์เป็นแนวทางการกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมให้เพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพของงานควบคุม ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ และงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในประเทศไทย ตลอดจนยังเป็นข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปวางแผนหรือจัดทำงบประมาณเพื่อการรักษา ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบได้อีกด้วย

ด้าน ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า สวรส. ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้แก่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการศึกษาวิจัยด้านการประเมินผลกระทบการให้วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ บี ในงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ เพื่อศึกษาอัตราการติดเชื้อ การเป็นพาหะ และระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคตับอักเสบ บี ในประชากรไทยกลุ่มวัยต่างๆ นอกจากนั้นในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการขจัดไวรัสตับอักเสบในประเทศไทยให้หมดไปหรือเหลือน้อยที่สุดได้นั้น ประชากรไทยโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ บีและซี และถ้ามีการติดเชื้อ จะต้องเข้าสู่กระบวนการรักษา ทั้งนี้ไวรัสตับอักเสบซี สามารถรักษาให้หายขาดได้ ไวรัสตับอักเสบบี สามารถรักษาเพื่อไม่ให้เกิดการดำเนินของโรคตับแข็งและมะเร็งตับ รวมทั้งสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคตับที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบได้

ข้อมูลจาก: การประเมินผลกระทบการให้วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีในงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ หลังจาก ดำเนินการมา 30 ปี และความชุกของโรคตับอักเสบ เอ บี และ ซี ในประเทศไทย, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข 1 (https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1466820230926064645.pdf) 2 https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/hepatitis,https://he02.tcithaijo.org/index.php/sanpasit_medjournal/article/view/249375/169496 3 (https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1380720230302102651.pdf)

หน่วยงานสื่อสาร สวรส. : ชั้น 4 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทรศัพท์ : 0 2027 9701ต่อ 9035, 081 686 4147

Recent Posts