Welcome to Thai nursing time
นี่คือย่างก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การวางรากฐานทางการแพทย์ให้กับประเทศไทยอย่างมั่นคง และจะต่อยอดไปสู่การ ‘ออกแบบอนาคต’ ตลอดจนการจัดทำนโยบายที่ตอบโจทย์สุขภาพของคนไทยอย่างถึงที่สุด นื่องจากขณะนี้ เรากำลังจะก้าวผ่านครึ่งทางของเป้าหมาย ‘การถอดรหัสพันธุกรรมคนไทย’ ที่มุ่งหวังให้ครบ 5 หมื่นราย ได้อย่างลุล่วงตรงตามวัตถุประสงค์ พร้อมกับวางอิฐก้อนแรกเพื่อสร้างฐานให้มีความมั่นคง และมีความพร้อมรองรับการให้บริการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้ง ‘ศูนย์สกัดสารพันธุกรรมของประเทศ’ ที่เป็นแหล่งรวมตัวอย่างเลือดที่มาจากโครงการวิจัย ศูนย์บริการทดสอบทางการแพทย์จีโนมิกส์ สำหรับดำเนินการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม และระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลจีโนม แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับอุปสรรคจากวิกฤติการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 ก็ตาม การถอดรหัสพันธุกรรมคนไทย คือโปรเจกต์ใหญ่ระดับประเทศที่มีมูลค่าสูงถึง 4,470 ล้านบาท ภายใต้แผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทย พ.ศ. 2563-2567 (Genomics Thailand) ซึ่งมี สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นแกนเฟืองในการขับเคลื่อนร่วมไปกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และโรงเรียนแพทย์ต่างๆ ในยุคปัจจุบันการใช้รหัสพันธุกรรมของเชื้อโรคหรือของมนุษย์ เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการระบาดของโรคโควิด-19 ในส่วนของมนุษย์หรือในคน 1 คน จะมีสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) เยอะมากถึง 3,100 ล้านคู่เบส ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า ‘จีโนม’ (genome) การถอดรหัสพันธุกรรมต่างๆ ออกมาจะทำให้เราทราบว่า ลักษณะร่วมของคนหรือลักษณะร่วมของโรคต่างๆ เป็นอย่างไร ซึ่งการถอดรหัสพันธุกรรมในปัจจุบันก็สามารถทำได้ง่ายมากขึ้น
“รหัสพันธุกรรมมนุษย์บอกอะไร ก็อย่างเช่น ผู้ป่วยที่ต้องกินยา ‘กันชัก’ บางรายกินไปแล้วเกิดอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง ถึงขั้นช็อกและเสียชีวิต ซึ่งหากเราศึกษาลงไปจริงๆ ก็จะพบว่า ผู้ที่แพ้ยาเหล่านั้นจะมี ‘รหัสพันธุกรรม’ อยู่แบบหนึ่ง ถือเป็นลักษณะร่วม ฉะนั้นถ้าเราเจาะลงไปที่ผู้ป่วยได้ว่าคุณมียีนที่มีลักษณะร่วมนั้นอยู่ในตัวหรือไม่ ถ้ามี คุณก็มีความเสี่ยงที่จะแพ้ยา ก็ไม่ควรกินยาชนิดนี้ และควรเปลี่ยนแนวทางการรักษาที่เหมาะสมต่อไป แต่ถ้าคุณไม่มียีนนี้ คุณก็กินได้เลย รับรองว่าไม่แพ้ยาแน่นอน“หรือในกรณีการฉีดวัคซีนแล้วพบว่ากล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ถ้าเราศึกษาดีๆ เราจะพบว่าจะมีคนบางกลุ่มที่มียีนบางตัวเท่านั้น แต่ถ้าคนที่ไม่มีก็จะไม่เกิดอาการ เพราะแต่ละเผ่าพันธุ์ของมนุษย์มีความหลากหลาย ยีนก็ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นการนำรหัสพันธุกรรมมาใช้ในการพยากรณ์โรคทั้งหลายจะทำให้เรามีความปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้น” นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ให้คำอธิบาย
Genomics Thailand ยังจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อนโยบายด้านสาธารณสุขของรัฐบาล ตามแนวทางของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ประกาศว่า ต้องการให้กระทรวงสาธารณสุข เป็นหนึ่งในกระทรวงเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกับบรรจุเรื่องศูนย์กลางการแพทย์มูลค่าสูง ให้เป็น 1 ในนโยบาย 13 ข้อ ด้านสร้างเศรษฐกิจสุขภาพ ของกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2567 “ยกระดับ 30 บาท พลัส เพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชน Genomics Thailand ยังจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อนโยบายด้านสาธารณสุขของรัฐบาล ตามแนวทางของ กระทรวงสาธารณสุขต้องการให้เป็นหนึ่งในกระทรวงเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกับบรรจุเรื่องศูนย์กลางการแพทย์มูลค่าสูง ให้เป็น 1 ในนโยบาย 13 ข้อ ด้านสร้างเศรษฐกิจสุขภาพ ของกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2567
13 นโยบายเร่งด่วนของกระทรวงสาธารณสุข การแพทย์จีโนมิกส์จะมีส่วนช่วยได้ในหลายเรื่อง ตัวอย่างเช่น “การส่งเสริมการมีบุตร” จีโนมิกส์ก็จะช่วยให้เด็กที่เกิดใหม่มีคุณภาพ ป้องกันความเจ็บป่วยจากโรค ความพิการ พัฒนาการช้า เป็นต้น ส่วนนโยบายอื่นอย่างเช่น “มะเร็งครบวงจร” การแพทย์จีโนมิกส์จะทำให้เกิดการรักษาที่เรียกว่าเฉพาะเจาะจง (Precision Medicine) ที่จะทำให้อัตราการรอดชีวิตจากมะเร็งสูงขึ้น ไปจนถึงการป้องกันโรคล่วงหน้า เหมือนในกรณีของนักแสดงฮอลีวู้ดชื่อดังที่ตรวจพบยีน BRCA1 และ BRCA2 ซึ่งมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม จึงตัดสินใจผ่าตัดเต้านมออกเพื่อลดโอกาสการเป็นมะเร็งเต้านมในอนาคตเทคโนโลยีทางการแพทย์แห่งอนาคต ถ้าเราตามทัน เราจะได้ใช้ประโยชน์ก่อน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุไว้ในปีที่ผ่านมา (2565) ว่า เทคโนโลยีด้านการแพทย์จีโนมิกส์ จะมีบทบาทเข้ามาช่วยให้คุณภาพชีวิตของประชากรโลกดีขึ้น
สำหรับก้าวต่อไปใน ‘เฟส 2’ ของแผน Genomics Thailand ‘นพ.ศุภกิจ’ ให้ทิศทางว่า เมื่อเราถอดรหัสพันธุกรรมครบ 50,000 ราย เสร็จสิ้นสมบูรณ์ และถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่เราก็จะสามารถ ‘ขยายฐานข้อมูลพันธุกรรม’ ให้มากขึ้น ดังเช่นหลายๆประเทศที่ทำกัน โดยอาจจะขยับเป็น 80,000-100,000 ราย ที่ครอบคลุมในทุกกลุ่มโรคมากขึ้น เนื่องจากการถอดรหัสสารพันธุกรรมยิ่งทำมาก ประโยชน์ที่สะท้อนกลับมาจะยิ่งเห็นชัดมากขึ้น นำไปสู่การเกิดองค์ความรู้ใหม่ที่ทำให้เราเข้าใจโรคได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น หรือทำให้การตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้นสามารถทำได้รวดเร็ว การวินิจฉัยและการรักษาเป็นไปอย่างแม่นยำยิ่งขึ้น นี่เป็นทิศทางที่หลายประเทศกำลังพัฒนา