Welcome to Thai nursing time

คุณจิราภรณ์ พราหมณ์คล้ำ 062 619 7893 , คุณอมรรัตน์ ทัดดอกไม้ : 084 635 5414 6:00 AM - 10:00 PM (Mon-Fri)

รัฐบาลสหรัฐฯ ปิดทำการเนื่องจากทางตันเรื่องการจัดหาเงินทุน

จำนวนผู้เข้าชม : 203 ครั้ง

การยกเว้นการจัดหาเงินทุนด้านการดูแลสุขภาพกลายเป็นประเด็นสำคัญที่สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเดโมแครต คัดค้านร่างกฎหมายจัดหาเงินทุน H.R. 5371 ของพรรครีพับลิกัน


รอสส์ ลอว์ 1 ตุลาคม 2568


การปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ กับเดิมพันเรื่องงบประมาณสาธารณสุข


 




รายงานข่าวการปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ (Government Shutdown) อีกครั้งในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการเมืองที่กำลังทวีความรุนแรงในรัฐสภา โดยมีชนวนเหตุสำคัญคือความขัดแย้งเกี่ยวกับร่างกฎหมายจัดหาเงินทุน H.R. 5371


วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งเชิงเทคนิคด้านงบประมาณ แต่เป็นการต่อสู้ที่มีเดิมพันสูงทางด้านอุดมการณ์ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการจัดสรรเงินทุนด้านการดูแลสุขภาพ (Healthcare Funding) ซึ่งกลายเป็นจุดตาย (Sticking Point) ที่ทำให้เกิดทางตัน


 


ความขัดแย้งที่ฝังรากลึก: สุขภาพกับการเมือง ????


 


จุดที่ทำให้การเจรจาต้องยุติลง คือประเด็นการยกเว้น (Exclusions) หรือการลดทอนเงินทุนสำหรับการดูแลสุขภาพบางโครงการ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่มาจากพรรครีพับลิกันในร่าง H.R. 5371




  1. จุดยืนของเดโมแครต: สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ที่เป็นเดโมแครตมองว่าการลดหรือยกเว้นเงินทุนด้านสุขภาพ โดยเฉพาะโครงการที่ช่วยเหลือประชาชนรายได้น้อยหรือกลุ่มเปราะบาง เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ การขัดขวางร่างกฎหมายนี้จึงเป็นไปเพื่อปกป้องความมั่นคงด้านสุขภาพของพลเมือง และเป็นการรักษาหลักการของรัฐสวัสดิการ




  2. จุดยืนของรีพับลิกัน: โดยทั่วไป พรรครีพับลิกันมักสนับสนุนการลดการใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง การลดขนาดโครงการภาครัฐ และต้องการให้การดูแลสุขภาพอยู่ภายใต้ระบบที่ขับเคลื่อนโดยตลาดมากขึ้น การใช้ร่างกฎหมายจัดหาเงินทุนเป็นเครื่องมือกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านสุขภาพ จึงเป็นกลยุทธ์ที่ใช้บ่อยครั้ง




 


ผลกระทบของการปิดทำการ ????


 


การปิดทำการของรัฐบาลส่งผลกระทบที่ซับซ้อนและเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในส่วนที่ไม่ใช่ "บริการที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด" (Essential Services) :




  • ต่อบริการภาครัฐ: หน่วยงานที่ไม่จำเป็นจะถูกระงับการทำงาน เจ้าหน้าที่รัฐหลายแสนคนต้องถูกสั่งให้พักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง (Furlough) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับครัวเรือน




  • ต่อเศรษฐกิจ: การปิดทำการที่ยืดเยื้ออาจลดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และทำให้เกิดความล่าช้าในการอนุมัติโครงการหรือการให้บริการที่ส่งผลต่อภาคธุรกิจ




  • ต่อประชาชน: แม้แต่โครงการด้านสุขภาพที่ดำเนินการต่อไปได้ ก็อาจได้รับผลกระทบจากความล่าช้าในการตรวจสอบ การออกใบอนุญาต หรือการเบิกจ่ายเงินทุนในส่วนสนับสนุนที่ไม่ใช่ "บริการฉุกเฉิน"




 


บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต


 


เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า งบประมาณรายจ่ายกลายเป็นสนามรบหลักสำหรับความขัดแย้งทางอุดมการณ์ของสองพรรคใหญ่ในสหรัฐฯ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับสิทธิและสวัสดิการของประชาชน


ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยังคงใช้ประเด็นสำคัญ เช่น การดูแลสุขภาพ เป็นเครื่องมือในการต่อรองทางการเมือง การปิดทำการของรัฐบาลก็ยังคงเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการประนีประนอมทางการเมืองอย่างแท้จริง แทนที่จะใช้กลยุทธ์ "การเมืองแบบสุดขั้ว" (Brinkmanship) ที่เสี่ยงต่อการทำให้ระบบราชการของประเทศต้องหยุดชะงัก


การติดตามการเจรจาระหว่างสองพรรคจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อดูว่าฝ่ายใดจะยอมอ่อนข้อในประเด็นเงินทุนด้านสุขภาพ และรัฐบาลจะสามารถกลับมาดำเนินการได้อีกครั้งเมื่อใด

US Government shuts down over funding impasse - Clinical Trials Arena 


รายงานข่าวการปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ (Government Shutdown) อีกครั้งในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการเมืองที่กำลังทวีความรุนแรงในรัฐสภา โดยมีชนวนเหตุสำคัญคือความขัดแย้งเกี่ยวกับร่างกฎหมายจัดหาเงินทุน H.R. 5371 วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งเชิงเทคนิคด้านงบประมาณ แต่เป็นการต่อสู้ที่มีเดิมพันสูงทางด้านอุดมการณ์ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการจัดสรรเงินทุนด้านการดูแลสุขภาพ (Healthcare Funding) ซึ่งกลายเป็นจุดตาย (Sticking Point) ที่ทำให้เกิดทางตัน

ความขัดแย้งที่ฝังรากลึก สุขภาพกับการเมือง จุดที่ทำให้การเจรจาต้องยุติลง คือประเด็นการยกเว้น (Exclusions) หรือการลดทอนเงินทุนสำหรับการดูแลสุขภาพบางโครงการ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่มาจากพรรครีพับลิกันในร่าง H.R. 5371 จุดยืนของเดโมแครต สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ที่เป็นเดโมแครตมองว่าการลดหรือยกเว้นเงินทุนด้านสุขภาพ โดยเฉพาะโครงการที่ช่วยเหลือประชาชนรายได้น้อยหรือกลุ่มเปราะบาง เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ การขัดขวางร่างกฎหมายนี้จึงเป็นไปเพื่อปกป้องความมั่นคงด้านสุขภาพของพลเมือง และเป็นการรักษาหลักการของรัฐสวัสดิการ จุดยืนของรีพับลิกัน โดยทั่วไป พรรครีพับลิกันมักสนับสนุนการลดการใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง การลดขนาดโครงการภาครัฐ และต้องการให้การดูแลสุขภาพอยู่ภายใต้ระบบที่ขับเคลื่อนโดยตลาดมากขึ้น การใช้ร่างกฎหมายจัดหาเงินทุนเป็นเครื่องมือกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านสุขภาพ จึงเป็นกลยุทธ์ที่ใช้บ่อยครั้งผลกระทบของการปิดทำการของรัฐบาลส่งผลกระทบที่ซับซ้อนและเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในส่วนที่ไม่ใช่ "บริการที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด" (Essential Services) ต่อบริการภาครัฐ: หน่วยงานที่ไม่จำเป็นจะถูกระงับการทำงาน เจ้าหน้าที่รัฐหลายแสนคนต้องถูกสั่งให้พักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง (Furlough) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับครัวเรือน สหรัฐ ฯ  ปิดทำการที่ยืดเยื้ออาจลดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และทำให้เกิดความล่าช้าในการอนุมัติโครงการหรือการให้บริการที่ส่งผลต่อภาคธุรกิจ ต่อประชาชน: แม้แต่โครงการด้านสุขภาพที่ดำเนินการต่อไปได้ ก็อาจได้รับผลกระทบจากความล่าช้าในการตรวจสอบ การออกใบอนุญาต หรือการเบิกจ่ายเงินทุนในส่วนสนับสนุนที่ไม่ใช่ "บริการฉุกเฉิน"เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า งบประมาณรายจ่ายกลายเป็นสนามรบหลักสำหรับความขัดแย้งทางอุดมการณ์ของสองพรรคใหญ่ในสหรัฐฯ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับสิทธิและสวัสดิการของประชาชนตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยังคงใช้ประเด็นสำคัญ เช่น การดูแลสุขภาพ เป็นเครื่องมือในการต่อรองทางการเมือง การปิดทำการของรัฐบาลก็ยังคงเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการประนีประนอมทางการเมืองอย่างแท้จริง แทนที่จะใช้กลยุทธ์ "การเมืองแบบสุดขั้ว" (Brinkmanship) ที่เสี่ยงต่อการทำให้ระบบราชการของประเทศต้องหยุดชะงัก การติดตามการเจรจาระหว่างสองพรรคจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อดูว่าฝ่ายใดจะยอมอ่อนข้อในประเด็นเงินทุนด้านสุขภาพ และรัฐบาลจะสามารถกลับมาดำเนินการได้อีกครั้งเมื่อใด


ด้านประเด็นการ ขึ้นภาษียา 100% ที่อ้างถึงในบริบทนี้ (ซึ่งตามข้อมูลคือมาตรการของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการเก็บภาษีนำเข้า ยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร) ถือเป็นนโยบายกีดกันทางการค้าที่รุนแรง และมีผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบอย่างมากต่อทั้งระดับโลกและประเทศไทย ผลกระทบของการขึ้นภาษียานำเข้า 100% (สหรัฐฯ) และยังส่งผลกระทบต่อทั่วโลก (Global Impacts)  ราคายาสูงขึ้น (Increased Global Drug Prices) มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อบีบให้บริษัทยายักษ์ใหญ่ (ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปและญี่ปุ่น) ย้ายฐานการผลิตมายังสหรัฐฯ หากพวกเขาไม่ย้ายฐาน ต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น 100% จะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคในสหรัฐฯ โดยตรง และยังอาจส่งผลกระทบให้ราคายาที่มีสิทธิบัตรทั่วโลกสูงขึ้นตามไปด้วยความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) การเปลี่ยนแปลงภาษีอย่างรุนแรงสร้างความไม่แน่นอนให้กับห่วงโซ่อุปทานยาและเวชภัณฑ์ทั่วโลก บริษัทอาจต้องใช้เวลาและเงินลงทุนมหาศาลในการปรับโครงสร้างการผลิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความพร้อมของยาในหลายประเทศ  มีความตึงเครียดทางการค้า (Trade Tensions) มาตรการนี้เป็นการใช้การค้าเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งอาจกระตุ้นให้ประเทศอื่น ๆ ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ หรือใช้มาตรการกีดกันทางการค้าอื่น ๆ ทำให้เกิดสงครามการค้าด้านยา ด้านผลดี (Positive Impacts) นั้น จะส่งเสริมการผลิตในสหรัฐฯ (Boost U.S. Manufacturing): เป็นไปตามเป้าหมายของมาตรการ คือการดึงดูดการลงทุนให้มีการสร้างโรงงานผลิตยาและเวชภัณฑ์กลับเข้ามาในสหรัฐฯ ซึ่งช่วยสร้างงานและเสริมสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขของสหรัฐฯ ในระยะยาว (ลดการพึ่งพาการนำเข้า)


สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย (Impacts on Thailand)ต้นทุนสาธารณสุขจะพุ่งสูงขึ้น (Soaring Public Health Costs): ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้ายาที่มีสิทธิบัตรและเวชภัณฑ์จากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง (โดยเฉพาะจากยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ผลิตที่ได้รับผลกระทบโดยตรง) เมื่อราคายาจากบริษัทเหล่านี้สูงขึ้นตามกลไกภาษีโลก ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการนำเข้ายาในราคาที่แพงขึ้น ทำให้ ต้นทุนด้านสาธารณสุขของประเทศเพิ่มขึ้น อย่างมาก อาจกระทบต่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  อีกทั้งมีผลกระทบต่อผู้ป่วย (Impact on Patients)  หากรัฐบาลไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ อาจทำให้ผู้ป่วยต้องจ่ายค่ายาเองในราคาสูงขึ้น หรือเกิดความล่าช้าในการเข้าถึงยาใหม่ที่มีสิทธิบัตร ผลกระทบต่อการส่งออกจำกัด (Limited Export Impact but Possible Spillover): แม้ว่าไทยจะส่งออกยาไปสหรัฐฯ ในสัดส่วนน้อย (ข้อมูลชี้ว่าไม่ถึง 3%) ทำให้ผลกระทบทางตรงต่อการส่งออกจำกัด แต่ผลกระทบทางอ้อมจากห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ของไทยในภาพรวมได้ ผลดี (Positive Impacts)  ก็คือมีโอกาสในการพึ่งพาตนเอง (Self-Reliance Opportunity): แรงกดดันด้านต้นทุนการนำเข้ายาที่แพงขึ้นอย่างมาก เป็นการเร่งให้รัฐบาลและภาคเอกชนไทย เร่งส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้านยาและเวชภัณฑ์ ภายในประเทศอย่างจริงจัง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขในระยะยาวส่งเสริมการผลิตยาชื่อสามัญ (Generic Drug Production): หากราคายาต้นแบบ (Original Drugs) สูงขึ้นมาก จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดความต้องการยาชื่อสามัญ (Generic Drugs) หรือยาที่หมดสิทธิบัตรที่ผลิตในไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายส่วนแบ่งตลาดได้


ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทยประเทศไทยควรใช้กลไกการต่อรองทางการค้าและการทูต เพื่อหาข้อยกเว้นสำหรับประเภทยาที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด และเร่งมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมชีวภาพและเภสัชกรรมภายในประเทศ เพื่อเปลี่ยนวิกฤตต้นทุนสูงให้เป็นโอกาสในการสร้างความเข้มแข็งทางสาธารณสุขของชาติ มาตรการขึ้นภาษียานำเข้า 100% ของสหรัฐฯ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้การค้าเป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายภายในประเทศ แต่ผลกระทบจาก "กำแพงภาษี" ดังกล่าวได้แพร่กระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มภาระต้นทุนด้านสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับประเทศผู้นำเข้ายาอย่างประเทศไทย

Recent Posts