หน้าแรก   |   ข่าวสารพยาบาล

มูลนิธิสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในพระบรมราชูปถัมภ์พิจารณาตัดสินผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีประจำปี 2566

จำนวนผู้เข้าชม : 653 ครั้ง


วันที่ 16 ตุลาคม 2566 มูลนิธิสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในพระบรมราชูปถัมภ์พิจารณาตัดสินผู้สมควรให้ดร. ดิลีป คูมาร์ ทิมมาปปา (ดร.ที. ดิลีป คูมาร์) จากสาธารณรัฐอินเดีย ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีประจำปี พ.ศ.2566 

ในการจัดพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในปี  พ.ศ.2566นี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานคณะกรรมาการมูลนิธิ ฯ เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานรางวัล ฯ ณ.พระที่นั่งจักกรีมหาปราสาท ภายหลังพิธีพระราชทานรางวัลฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงน้ำชาเพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร. ดิลีป คูมาร์ ทิมมาปปา  

ประวัติ ดร.ดิลีป คูมาร์ ทิมมาปปา (ดร. ที. ดิลีป คูมาร์) Dr. Dileep Kumar THIMMAPPA (Dr. T. Dileep Kuma) อายุ 72 ปี เป็นผู้นำพยาบาลชาวอินเดียที่โดดเด่น ด้วยวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่น และการทุ่มเทของท่านในการพัฒนาวิชาชีพ และภารกิจของสภาการพยาบาลอย่างเข้มแข็งต่อเนื่องนานถึง 49 ปี ทำให้การศึกษาและการบริการการพยาบาลและการผดุงครรภ์มีความก้าวหน้าเป็นลำดับ พยาบาลและผดุงครรภ์มีสมรรถนะ คุณภาพชีวิต และความปลอดภัยในการทำงานเพิ่มขึ้น และวิชาชีพการพยาบาลเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ดร. ดิลีป ได้รับประกาศนียบัตรการพยาบาลและการผดุงครรภ์ จากโรงพยาบาลวิกตอเรีย เมืองบังคาลอร์ ประกาศนียบัตรการพยาบาลจิตเวช จากสถาบันสุขภาพจิตและประสาทวิทยาแห่งชาติ เมืองบังคาลอร์ การศึกษาพยาบาลหลังปริญญาตรี จากวิทยาลัยพยาบาลเมืองบังคาลอร์ ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลจิตเวช จากวิทยาลัยพยาบาลราชกุมารี อัมริท คอร์ เมืองนิวเดลลี และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยทุมเกอร์ รัฐกรณาฎกะ (Kanataka) ประเทศอินเดีย และเริ่มการทำงานเป็นพยาบาลประจำการ และครูพยาบาลที่โรงพยาบาลประจำตำบล เมืองจิตราดูเดอร์ รัฐกรณาฎกะ และเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร เป็นหัวหน้าพยาบาลระดับ 2 (พ.ศ.​ 2521-2523) โรงพยาบาลวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เบลลารี รัฐกรณาฎกะ เป็นรองที่ปรึกษาทางการพยาบาล (พ.ศ. 2524-2537) และเป็นที่ปรึกษาทางการพยาบาลสำหรับรัฐบาลอินเดีย (Nursing Adviser for Government of India) ซึ่งเทียบเท่าตำแหน่งหัวหน้าพยาบาลภาครัฐ (Government Chief Nursing Officer) (พ.ศ.​ 2537 -2554) และดำรงตำแหน่งนายกสภาการพยาบาล ประเทศอินเดีย ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 จนปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 23 ปี


การเรียกร้องรัฐบาลให้เพิ่มการสนับสนุนและลงทุนด้านการพยาบาลและการผดุงครรภ์ขณะที่ ดร. ที. ดิลีป คูมาร์ เป็นที่ปรึกษาทางการพยาบาลสำหรับรัฐบาลอินเดีย ท่านร่วมกับคณะที่ปรึกษาจากประเทศไทยจัดทำเอกสารนโยบายเกี่ยวกับสถานการณ์และทิศทางการพัฒนาการพยาบาลและการผดุงครรภ์ เพื่อเพิ่มคุณภาพบริการพยาบาล และสนับสนุนการมีสุขภาพที่ดีของประชาชนเสนอต่อรัฐบาล ทำให้รัฐบาลเห็นความจำเป็นและจัดสรรงบประมาณ ในแผนพัฒนาฉบับที่ 11 ระยะ 5 ปี (พ.ศ.​ 2545-2550) โดยเพิ่มจาก 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับว่าเป็นจำนวนเงินมากที่สุดที่รัฐบาลลงทุนในการพัฒนาการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาล การเพิ่มตำแหน่งพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ การเพิ่มการเปิดสถาบันการศึกษาพยาบาลและการเพิ่มคุณภาพบริการพยาบาลแม้เมื่อท่านดำรงตำแหน่งนายกสภาการพยาบาล ท่านยังคงร่วมกับที่ปรึกษาทางการพยาบาลสำหรับรัฐบาลอินเดีย เรียกร้องให้รัฐบาลลงทุนด้านการพยาบาลและการผดุงครรภ์อย่างเป็นธรรมและต่อเนื่อง โดยท่านได้ริเริ่มโครงการใหม่ ๆ เพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณ เช่น การพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรการพยาบาลและการผดุงครรภ์ 3 ปี เป็นหลักสูตรปริญญาตรีทางการพยาบาล 4 ปี การพัฒนาอาจารย์ของโรงเรียนและวิทยาลัย การขยายการศึกษาการพยาบาลเฉพาะทาง การจัดสรรเทคโนโลยีทางการศึกษาให้สถาบันการศึกษา การพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาล เป็นต้น ในแผนฉบับที่ 12  รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้การพยาบาลและการผดุงครรภ์ เป็นจำนวน 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในแผนฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2564-2569) จำนวน 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มการลงทุนของรัฐบาลสอดคล้องกับมติของสมัชชาองค์การอนามัยโลกสมัยที่ 75 ที่ให้รัฐบาลของประเทศสมาชิกเพิ่มการลงทุนด้านการพยาบาลและการผดุงครรภ์เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลน การเพิ่มสมรรรถนะ และการสร้างแรงจูงใจ นอกจากนี้ ท่านได้ดำเนินการขอปรับโครงสร้าง ยกระดับหน่วยงานการพยาบาล (nursing section) ที่อยู่ภายใต้การบริหารของอธิบดีบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการครอบครัว (Ministry of Health and Family Welfare) ขึ้นเป็นแผนกการพยาบาล (nursing division) ขึ้นตรงต่อรองปลัดกระทรวงฯ ซึ่งนอกจากเป็นการยกสถานะงานการพยาบาล สร้างภาพลักษณ์ ยังทำให้ผู้บริหารระดับสูงให้ความสนใจต่อประเด็นทางการพยาบาลและการผดุงครรภ์เพิ่มขึ้น การเจรจาสื่อสารคล่องตัว ลดระยะเวลาในการตัดสินใจและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน


 

การเสริมสร้างความเข้มแข็งพันธกิจของสภาการพยาบาล ประเทศอินเดียมีสภาการพยาบาลแห่งชาติ และสภาการพยาบาลประจำรัฐ (State Nursing Council) เพื่อให้การทำงานมีความสอดคล้อง เป็นมาตรฐาน มีเอกภาพ ดร. ดิลีป ได้มีการจัดทำกฎระเบียบ คู่มือแนวปฏิบัติ เพื่อรองรับการทำงานตามกฎหมายของสภาการพยาบาล รวมทั้งมีการประชุมประจำเดือน และการเยี่ยมสภาการพยาบาลของรัฐต่าง ๆ และท่านได้ช่วยผลักดันทำให้สภาการพยาบาลประจำรัฐ ได้รับงบประมาณแห่งละ 125,000 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ท่านยังมีการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหัวหน้าพยาบาลของรัฐอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทันต่อนโยบายและทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพ การพยาบาลและการผดุงครรภ์ของประเทศ และมีแนวทางในการเจรจากับกระทรวงสาธารณสุขฯ ของรัฐ ในการสนับสนุนงบประมาณ และมีการบริหารจัดการกำลังคนทางการพยาบาลในรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพประเทศอินเดียเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนพยาบาลมายาวนานหลายทศวรรษ ข้อจำกัดประการหนึ่งคือ การไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนพยาบาลที่กำลังปฏิบัติงาน ในปี พ.ศ. 2559 ดร. ดิลีป ได้ทำโครงการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและระบบติดตาม (Nursing registration and tracking system) ในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้มีข้อมูลจำนวนกำลังคนทางการพยาบาลที่ยังคงปฏิบัติงานที่เป็นปัจจุบัน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนและบริหารจัดการกำลังคนทางการพยาบาลของประเทศ นอกจากนี้ยังริเริ่มในการทำบัตรประจำตัวพยาบาล (nurse unique identity card) และสมุดประจำตัวพยาบาล (nurse passbook) นับถึงปัจจุบันมีพยาบาลขึ้นทะเบียน จำนวน 1.1 ล้านคน โดยข้อมูลเชื่อมต่อกับบัตรประจำตัวประชาชนดร. ดิลีป ตระหนักถึงความสำคัญที่พยาบาลต้องมีสมรรถนะที่สอดคล้องกับปัญหาสุขภาพ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ และระบบบริการสุขภาพ จึงริเริ่มให้มีการจัดทำโปรแกรมการศึกษาต่อเนื่องทางการพยาบาลโดยสภาการพยาบาล และแผนกการพยาบาลของกระทรวงฯ​ และเพื่อให้พยาบาลทุกคนพัฒนาตนเอง โดยการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่อง จึงกำหนดให้พยาบาลต้องสะสมหน่วยการศึกษาต่อเนื่อง 150 ชั่วโมง ในระยะเวลา 5 ปี เพื่อใช้ในการต่ออายุใบประกอบวิชาชีพ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.​ 2563 ด้วยสภาการพยาบาลมีการขยายภารกิจหลายด้าน และเพื่อให้การจัดบริการแก่สมาชิกมีประสิทธิภาพ ดร. ดิลีป ได้รณรงค์และจัดสรรเงินของสภาการพยาบาล จำนวน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซื้ออาคารเพื่อเป็นสำนักงานของสภาการพยาบาลโดยเอกเทศ ปัจจุบันสภาการพยาบาลมีเจ้าหน้าที่ 65 คน และมีการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยในการสื่อสารและปฏิบัติงาน รวมทั้งสามารถของบประมาณจากรัฐในการสร้างที่พักอาศัย สำหรับพยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐในเดลลี (6.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปีพ.ศ.​ 2561 ดร. ดิลีป เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพยาบาลและการผดุงครรภ์แห่งชาติ ดำเนินการปฏิรูปกฎหมายการพยาบาลและการผดุงครรภ์ หลังจากดำเนินการชี้แจง อภิปรายกับรัฐบาล และรัฐสภานาน 5 ปี ในที่สุดกฎหมายการพยาบาลและการผดุงครรภ์ (ฉบับปรับปรุง) ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ในปีพ.ศ. ​2566 ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของการศึกษา การบริการ และมาตรฐานของวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ของอินเดียที่สำคัญยิ่ง

การพัฒนามาตรฐานและยกระดับการศึกษา และการปฏิบัติการพยาบาลและการผดุงครรภ์ดร. ที. ดิลีป คูมาร์ มีนโยบายปฏิรูปการศึกษาพยาบาลเพื่อให้มีมาตรฐานสากล อาทิ ให้สถาบันการศึกษาพยาบาลค่อย ๆ ยกเลิกหลักสูตรประกาศนียบัตรการพยาบาลและการผดุงครรภ์ 3 ปี และเปิดหลักสูตรปริญญาตรี พยาบาลศาสตร์ 4 ปี ตามความสมัครใจ ปรับหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตที่มุ่งเน้นสมรรถนะ (competency-based curriculum) ให้มีการนำแนวคิดในบทบาทสาธารณสุขชุมชน บรรจุในหลักสูตรเพื่อเตรียมพยาบาลที่จะไปบรรจุที่ศูนย์สุขภาพในชนบท จำนวน 150,000 ตำแหน่ง ตามนโยบายประกันสุขภาพ (Ayushman Bharat) ของรัฐบาล และตั้งศูนย์พัฒนาการเรียนการสอนร่วมกับ JHPIEGO หลายแห่งทั่วประเทศในช่วงกว่าสองทศวรรษ (พ.ศ.​ 2543-2566) ภายใต้การนำของ ดร. ดิลีป ได้สนับสนุนให้มีการเปิดหลักสูตรและโรงเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โรงเรียนผู้ช่วยพยาบาลผดุงครรภ์ (Auxiliary Nurse Midwife) เพิ่มจาก 298 เป็น 1,943 แห่ง โรงเรียนพยาบาล เพิ่มจาก 285 เป็น 3,236 แห่ง หลักสูตรปริญญาตรี เพิ่มจาก 30 เป็น 2,229 หลักสูตร และในปีงบประมาณปัจจุบัน มีแผนจะเปิดโรงเรียนพยาบาล 157 แห่ง เพื่อผลิตพยาบาล 15,700 คน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลน และเพื่อดำรงไว้ซึ่งคุณภาพ ดร. ดิลีป ได้มีการจัดทำรูปแบบการประกันคุณภาพการศึกษา พัฒนากระบวนการรับรองหลักสูตรและสถาบันให้เข้มแข็งขึ้น รวมทั้งอบรมผู้ตรวจเยี่ยมสถาบันการศึกษาด้วยปัญหาสุขภาพของประชาชนอินเดียมีความซับซ้อน ประกอบกับมีผู้รับบริการชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น ดร. ดิลีป มีนโยบายให้หน่วยงานสนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลอย่างต่อเนื่อง สภาการพยาบาลมีการนำแนวปฏิบัติด้านสุขภาพ การพยาบาลและการผดุงครรภ์ขององค์การอนามัยโลก และองค์กรสุขภาพต่าง ๆ มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศอินเดีย และจัดหาทุนสนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะของพยาบาล อาทิ การได้รับทุน Global fund สำหรับการป้องกันและควบคุม เฮช ไอ วี/เอดส์ วัณโรค และมาเลเรีย ในการอบรมพยาบาลด้านการป้องกันและควบคุม เฮช ไอ วี/เอดส์ จำนวน 150,000 คน ในโรงพยาบาลเขตเมืองและชนบท จัดอบรมด้านการพยาบาลผู้ป่วยจิตเวช การพยาบาลผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์ การพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินและบาดเจ็บ ในสถานการณ์การระบาดของโควิด ดร. ดิลีป ได้จัดหาอุปกรณ์ป้องกันตนเองให้พยาบาล จัดอบรมพยาบาลด้านการพยาบาลผู้ป่วยโควิด-19 เช่น การดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ การให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิต เป็นต้น รวมทั้งให้หน่วยคะแนนการศึกษาต่อเนื่องแก่พยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยโดวิด-19 และ เรียกร้องรัฐบาลให้จ่ายค่าตอบแทนเพิ่มดร. ดิลีป มีนโยบายให้สถาบันการศึกษาเปิดหลักสูตรพยาบาลในระดับปริญญาโทในสาขาการพยาบาลต่าง ๆ รวมทั้งหลักสูตรพยาบาลเวชปฏิบัติ (nurse practitioner) ดร. ดิลีป ริเริ่มให้จัดทำหลักสูตรการพยาบาลเวชปฏิบัติสาขาการดูแลผู้ป่วยวิกฤต ปัจจุบันมีผู้สำเร็จจากหลักสูตรนี้แล้วกว่า 900 คน และการจัดทำมาตรฐานของหลักสูตรพยาบาลเวชปฏิบัติอีกหลายสาขา ซึ่งใกล้จะแล้วเสร็จ นอกจากนี้ สภาการพยาบาลได้ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการลดปัญหาการเสียชีวิตของมารดาและทารกแรกเกิด เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านสุขภาพ โดยการจัดทำมาตรฐานหลักสูตรพยาบาลเวชปฏิบัติสาขาการผดุงครรภ์ และเพื่อให้พยาบาลสามารถเพิ่มสมรรถนะ ได้ปริญญาและได้รับเงินเดือน โดยไม่ต้องลาเรียน และโรงพยาบาลไม่ต้องขาดบุคคลากร ดร. ดิลีป ริเริ่มให้มีการปรับหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง เพื่อให้พยาบาลสามารถเรียนและฝึกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน (Residency training) ปัจจุบันมีผู้ศึกษาในหลักสูตรแบบนี้ ปีละ 3,140 คนด้วยนโยบายการเปิดหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา และหลักสูตรระดับปริญญาโทได้เปิดมาระยะหนึ่งแล้ว แต่งานวิจัยทางการพยาบาลยังมีไม่มาก ดร. ดิลีป เห็นความจำเป็นของการเปิดหลักสูตรพยาบาลระดับปริญญาเอก แต่ยังไม่มีคณะพยาบาลใดพร้อมจะเปิดหลักสูตรได้ จึงได้ร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก เชิญผู้นำจากของประเทศไทย ที่มีประสบการณ์ในการเปิดโครงการร่วมผลิตบัณฑิตปริญญาเอกสาขาพยาบาลศาสตร์ มาเป็นที่ปรึกษาในการจัดทำโครงการร่วมผลิตบัณฑิตระดับปริญญาเอก สาขาพยาบาลศาสตร์ ของประเทศอินเดีย การจัดทำหลักสูตรและแนวทางการบริหารโครงการร่วมผลิต ดร. ดิลีป จึงได้เปิดโครงการ National Consortium for Ph.D. in Nursing ขึ้นในปี พ.ศ.​ 2543 ได้มีการนำอาจารย์ที่มีคุณวุฒิจากหลายสถาบันมาสอนในหลักสูตรภายใต้การบริหารของสภาการพยาบาล โครงการยั่งยืนมาจนถึงปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษาแล้ว 193 คน และอยู่ระหว่างการศึกษา อีก 431 คน ในการเตรียมนักศึกษาเพื่อให้มีทักษะในการดูแลผู้รับบริการ จำเป็นต้องมีการฝึกในห้องปฏิบัติการพยาบาลของสถาบันการศึกษา ซึ่งสถาบันส่วนใหญ่ยังไม่มีหุ่นจำลอง อุปกรณ์สื่อการสอนที่ทันสมัยและเพียงพอ ดร. ดิลีป ได้นำคณะผู้บริหารจากสภาการพยาบาลไปศึกษาดูงานการจัดห้อง และการจัดการเรียนการสอนในห้องปฏิบัติการพยาบาลเสมือนจริง ที่ประเทศสิงคโปร์ และในปี พ.ศ.​ 2561 ด้วยความร่วมมือกับ JHPIEGO บริษัท LADERAL และมหาวิทยาลัย SGT ดร. ดิลีป จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้จากหุ่นจำลองแห่งชาติที่ทันสมัย (State of the Art National Reference Simulation Centre)​ ที่มหาวิทยาลัย SGT เมืองเดลลี และจัดฝึกอบรมครูพยาบาล 565 คน จาก โรงเรียนพยาบาล 368 แห่ง และครูผดุงครรภ์ 368 คน จากโรงเรียนพยาบาล 260 แห่ง เพื่อให้สามารถจัดการเรียนการสอน และดูแลห้องปฎิบัติการพยาบาลเสมือนจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การพัฒนาภาพลักษณ์วิชาชีพในระดับประเทศและนานาชาติดร. ที. ดิลีป คูมาร์ ได้ริเริ่มให้มีรางวัลฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ซึ่งเป็นรางวัลระดับชาติ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติพยาบาล และบุคลากรในทีมพยาบาลที่ปฏิบัติงานดีเด่นในทุกระดับของระบบบริการสุขภาพ นับจากปีพ.ศ.​ 2550 เป็นต้นมา มีการจัดพิธีมอบรางวัลจัดทุกปีในวันพยาบาลสากล ที่ทำเนียบประธานาธิบดีอินเดีย โดยเริ่มจากปีละ 35 รางวัล เป็น 51 รางวัล ประธานาธิบดีอินเดียให้เกียรติเป็นประธาน รางวัลนี้นับว่าเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้พยาบาลและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของวิชาชีพ นอกจาก ดร. ดิลีป จะให้คำปรึกษา และสนับสนุนการทำงานของสมาคมพยาบาลแห่งประเทศอินเดีย สมาคมผดุงครรภ์ แล้วยังสร้างเครือข่ายกับองค์กรต่างๆ รวมทั้งองค์กรนานาชาติในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อความร่วมมือทางวิชาการ การพัฒนาบุคลากร และการสนับสนุนทุน เช่น สำนักงานองค์การอนามัยโลก JHPIEGO UNICEF UNFPA UNAIDS UN Women มูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ ธนาคารโลก เป็นต้น ดร. ดิลีป ได้เข้าร่วมประชุม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเป็นวิทยากร ด้านวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ในเวทีระดับภูมิภาคของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และเวทีโลกอยู่เนือง ๆ อาทิ ร่วมในคณะผู้แทนของรัฐบาลอินเดียในการประชุมคณะกรรมการองค์การอนามัยโลกของภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (WHO Regional Committee for South-East Asia) และ การประชุมสมัชชาอนามัยโลก (World Health Assembly) รวมทั้งเคยเป็นที่ปรึกษาด้านการพยาบาลและการผดุงครรภ์ระดับโลก ขององค์การอนามัยโลก (WHO Global Advisory Group on Nursing and Midwifery) ณ นครเจนีวา นอกจากนี้ยังร่วมในเวทีของการประชุมด้านการพยาบาลและการผดุงครรภ์ในระดับภูมิภาคขององค์การอนามัยโลก การประชุมของสภาการพยาบาลระหว่างประเทศ (International Council of Nurses-ICN) ทั้งที่ประเทศไทย สมาพันธรัฐสวิส และอื่น ๆ ในปี พ.ศ. 2566 ได้นำเสนอสถานการณ์และประเด็นปัญหาของการพยาบาลและการผดุงครรภ์ของอินเดีย ในการประชุม ICN Congress ที่ประเทศแคนาดา ทำให้ประเทศต่าง ๆ ได้รับรู้และเข้าใจสถานการณ์การพยาบาลของอินเดียมากขึ้น และด้วยความพยายามของ ดร. ดิลีป สามารถทำให้สภาการพยาบาลของอินเดียได้เข้าเป็นสมาชิกของสภาการพยาบาลระหว่างประเทศ ในปี พ.ศ.​ 2554 การที่ประเทศอินเดียเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศ BRICS ดร. ดิลีป ได้ลงนามความร่วมมือกับสมาคมพยาบาลของกลุ่มประเทศ BRICS เพื่อความร่วมมือในการพัฒนาวิชาชีการพยาบาลและการผดุงครรภ์ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม BRICS forum ครั้งที่ 2 และ เป็นวิทยากรในการประชุม BRICS forum ครั้งที่ 3 ที่สหภาพโซเวียต ดร. ดิลีป ตระหนักถึงความจำเป็นของการสร้างความร่วมมือเพื่อความก้าวหน้าของวิชาชีพ จึงมีการลงนามความร่วมมือกับหลายประเทศ เช่น สภาการพยาบาลสิงคโปร์เกี่ยวกับเคลื่อนย้ายของบุคลากรพยาบาล สหราชอาณาจักร และไอร์แลนด์ ในเรื่องการคัดเลือกบุคลากรไปทำงานและการฝึกอบรมกำลังคนทางการพยาบาล และกับมหาวิทยาลัยฮูสตัน สหรัฐอเมริกา เพื่อการพัฒนาอาจารย์และนักศึกษาด้านการศึกษาและวิจัย และการพัฒนาหลักสูตรปริญญาเอกการปฏิบัติการพยาบาล เป็นต้นนับว่า ดร. ที. ดิลีป คูมาร์  เป็นผู้นำที่มุ่งมั่นในการพัฒนาวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ให้ก้าวหน้าในทุกด้าน มีอิสระในการควบคุมกำกับการประกอบวิชาชีพของตน จนเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับชาติและนานาชาติ คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลฯ มีมติเห็นสมควรให้ ดร.ที. ดิลีป คูมาร์ เป็นผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประจำปีพุทธศักราช 2566

Recent Posts